บทวิเคราะห์สถานการณ์ฟรีทีวีในประเทศไทย: ความไม่แน่นอนของนโยบาย กสทช. สร้างความกังวลถึงอนาคตของฟรีทีวีและผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความเสี่ยงของการผูกขาดและผลกระทบต่อความหลากหลายของข้อมูลข่าวสาร
ที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมและ ผู้บริโภค อย่างมหาศาล และที่น่าห่วงมากสุดคือ การทำให้ ฟรีทีวี ต้องยุติการออกอากาศในประเทศไทย จากความไม่ชัดเจนของ นโยบาย กสทช. แตกต่างจากในต่างประเทศที่ยังกำหนด นโยบาย ให้ต้องมี ฟรีทีวี เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม สำหรับมุมมองในเรื่อง ฟรีทีวี นั้น ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย และควรดำรงอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 5-10 ปี จากเหตุผลเชิงลึกและแนวทางสนับสนุนหลายด้าน เนื่องจากการเป็นบริการพื้นฐานสำหรับผู้มีรายได้น้อยและคนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทหาก ฟรีทีวี หายไป ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ คนในชนบท หรือผู้ที่มีรายได้น้อย จะถูกผลักให้ไปรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีต้นทุนค่าอินเทอร์เน็ตที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น และบางกลุ่มอาจไม่มีเงินจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะเดียวกันพฤติกรรมการรับชมของคนหลายช่วงวัย แม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่คนกลุ่ม เจเนอเรชันเอ็กซ์ และเบบี้บูมเมอร์ ยังคงมีความคุ้นเคยและต้องการดูข่าวหรือละครผ่านจอทีวีเพื่อความผ่อนคลายและประหยัดค่าใช้จ่าย การรับชมทีวีที่บ้านยังเป็นกิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ ซึ่งต่างจากการดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถืออีกสิ่งที่น่ากังวลคือ การป้องกันการผูกขาดของกลุ่มทุน โทรคมนาคม โดยหาก ฟรีทีวี หายไปจากประเทศไทย ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือผู้ให้บริการ โทรคมนาคม ทั้งค่ายมือถือและผู้ให้บริการเน็ต ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นหลักเพียง 2 รายเนื่องจากราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งทีวีไม่ได้เป็นเพียงโมเดลธุรกิจ แต่ยังเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" และเป็นพื้นที่สำหรับคอนเทนต์ที่มีความสร้างสรรค์ความเสี่ยงจากสุญญากาศทาง นโยบาย ในปัจจุบันใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 หาก กสทช.
ยังดองวาระ และไม่มีโรดแมปที่ชัดเจนภายใน 5 ปีข้างหน้า อาจทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนต่อจนเกิดสภาวะจอดับ หรือทำให้ฟรีทีวีเหลือเพียงช่องของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น ซึ่งจะจำกัดทางเลือกของผู้บริโภคอย่างมาก ในระยะยาว ผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพียงไม่กี่รายที่มีอำนาจเหนือตลาด ส่วนผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง และอาจต้องกลับไปเผชิญกับยุคที่ทีวีถูกครอบงำโดยรัฐหรือกลุ่มทุนการเมืองใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ การที่ กสทช. มีความล่าช้าในการทำแผนกำกับดูแลโอทีที ไม่เพียงแต่สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม แต่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ปัจจุบันมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องการนำคอนเทนต์ฟรีทีวีไปออกอากาศบนโอทีที รวมถึงปัญหาการเข้าถึงรายการกีฬาสำคัญ อาทิ ซีเกมส์ ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการไม่มีกติกาที่ชัดเจนยังเปิดช่องให้มิจฉาชีพและสแกมเมอร์ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การแจ้งเตือนภัยไซเบอร์ ควรเป็นบริการพื้นฐานที่ทุกค่ายต้องมี ไม่ใช่บริการเสริมที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เป็นการประชุม กสทช. ครั้งสุดท้ายของปีนี้ นางสาวพิรงรอง รามสูต ได้ทำหนังสือขอให้ ประธาน กสทช. เร่งพิจารณาวาระการประชุมที่ค้างจำนวนมาก โดยเฉพาะควรพิจารณาระเบียบวาระที่ 4.25 เรื่อง แผนที่นำทาง กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย ในครั้งนี้ เพื่อเตรียมการรองรับก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นต้องพิจารณาภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการทราบและเตรียมแนวทางที่ชัดเจนก่อนสิ้นสุดใบอนุญาต โดยได้ทำหนังสือขอเร่งรัดดังกล่าวมาแล้วมากกว่า 10 ฉบับ และทุกครั้งในที่ประชุม ประธาน รับปากว่าจะให้มีการพิจารณาในครั้งต่อไปมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามในการประชุมครั้งนี้ ประธาน ได้นำวาระโดยแจ้งว่าเร่งด่วนกว่า คือ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของสำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นวาระที่มีการพิจารณาต่อเนื่องจากครั้งที่ผ่านมา ให้มาพิจารณาก่อน โดยสำนักงาน กสทช. ได้เสนอให้อนุมัติงบประมาณภายใต้กรอบวงเงิน 5,802.7502 ล้านบาท ภายหลังจากที่มีการอภิปรายอย่างยาวนาน ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ได้เห็นชอบอนุมัติภายใต้กรอบวงเงินที่เสนอโดยไม่มีการเพิ่ม โดยได้มีการปรับลด/เพิ่มงบประมาณบางแผนงาน/โครงการให้ถูกต้องสอดคล้องตามนโยบายและระเบียบ จากนั้น “สรณ” ได้ขอให้พิจารณาวาระเร่งด่วนที่มีกรอบเวลาตามงานประจำ อีก 4-5 วาระ และได้ ปิดประชุม ทำให้ระเบียบวาระที่ นางสาวพิรงรอง ร้องขอไม่ได้รับการพิจารณา โดยได้กล่าวปิดท้ายว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในครั้งหน้า เมื่อพิจารณาระเบียบวาระที่ค้างการประชุมในปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 45 วาระ ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา และบางวาระค้างมานานกว่า 3 ปี ทั้งที่เป็นวาระที่สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม ประชาชนผู้บริโภค โดยเฉพาะในด้านโทรทัศน์ อาทิ เช่น - วาระ 4.23 เรื่อง แนวทางที่เป็นไปได้และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยบรรจุวาระตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 - วาระ 4.24 เรื่อง แผนปฏิบัติการภายใต้แผนการจัดให้มีบริการกระจายเสียงและบริการโทรทัศน์พื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม โดยไม่มีการพิจารณานับตั้งแต่ปี 2566 จนแผนจะสิ้นสุดในปี 2568 - วาระ 4.27 เรื่อง แนวทางกำกับดูแลการให้บริการแพร่ภาพแพร่เสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยบรรจุวาระตั้งแต่ 25 กันยายน 2567 - วาระ 4.29 เรื่อง แนวทางการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อรองรับบริบทหลอมรวมเทคโนโลยี โดยบรรจุวาระตั้งแต่ 25 กุมภาพันธ์ 2567
ฟรีทีวี กสทช. นโยบาย ผู้บริโภค โทรคมนาคม
