ลัทธิฮุน เซน เบื้องหลังอำนาจนิยมกัมพูชา การหักหลัง เพื่ออำนาจ

ฮุน เซน News

ลัทธิฮุน เซน เบื้องหลังอำนาจนิยมกัมพูชา การหักหลัง เพื่ออำนาจ
กัมพูชา
  • 📰 SPRiNGNEWS_TH
  • ⏱ Reading Time:
  • 587 sec. here
  • 12 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 241%
  • Publisher: 53%

ลัทธิ ฮุน เซน อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ ในกัมพูชา สร้างผ่านการหักหลัง, ยึดกลไกรัฐ และสืบทอดอำนาจสายเลือด สู่เปลือกนอกประชาธิปไตยที่ว่างเปล่า

เส้นทางทางการเมืองของ ฮุน เซน เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาเข้าร่วมกับขบวนการเขมรแดงในวัย 18 ปี หลังจากนายพลลอน นอล ทำรัฐประหารโค่นล้มสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ในปี 2513 เขาไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนได้เป็นผู้บัญชาการกองพันในช่วงที่เขมรแดงเข้ายึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จในปี 2518 อย่างไรก็ตาม ภายในระบอบที่โหดเหี้ยมนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและการกวาดล้างภายในอย่างนองเลือด ในปี 2520 ระบอบเขมรแดงได้เริ่มการกวาดล้างภายในครั้งใหญ่ สมาชิกพรรคจำนวนมากถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูและถูกกำจัดทิ้ง ฮุน เซน ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้บังคับการกองพัน ตระหนักดีว่าตนเองอาจกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไป เขาจึงตัดสินใจเลือกหนทางที่จะรักษาชีวิตของตนเองไว้ เขาและเพื่อนทหารจำนวนหนึ่งได้หลบหนีออกจากฐานที่มั่นในจังหวัดตโบงฆมุม ข้ามชายแดนไปยังประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของระบอบเขมรแดงในขณะนั้นการแปรพักตร์ครั้งนี้ถือเป็นการหักหลังอุดมการณ์และสหายร่วมรบในขบวนการเขมรแดงอย่างสิ้นเชิง แต่มันคือการเดิมพันที่ส่งผลชี้ขาดต่ออนาคตของเขา ฮุน เซน ได้เสนอตัวเข้าร่วมกับเวียดนามเพื่อจัดตั้งแนวร่วมปลดปล่อยชาติ กัมพูชา สองปีต่อมา ในปี 2522 เขาก็ได้กลับเข้าสู่ กัมพูชา อีกครั้ง แต่ในฐานะส่วนหนึ่งของกองทัพเวียดนามที่บุกเข้าโค่นล้มระบอบพล พต การกระทำครั้งนี้ได้เปลี่ยนสถานะของเขาจากผู้บัญชาการในระบอบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มาเป็นผู้ปลดปล่อยในสายตาของเวียดนามและรัฐบาลหุ่นเชิดที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ เขาได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วยวัยเพียง 26 ปี ซึ่งเป็นการปูทางให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา การหักหลังครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดและความสามารถในการประเมินสถานการณ์อำนาจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาในเวลาต่อมาหลังจากที่เวียดนามโค่นล้มเขมรแดงและจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชน กัมพูชา ขึ้นในปี 2522 ฮุน เซน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2528 ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฮานอย อย่างไรก็ตาม การมีเวียดนามหนุนหลังก็เปรียบเสมือนดาบสองคม มันทำให้เขามีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมเขมรสามฝ่าย ว่าเป็นเพียง "หุ่นเชิด" ของเวียดนาม และยอมเสียดินแดนให้แก่เพื่อนบ้านเพื่อแลกกับอำนาจ ข้อกล่าวหานี้ได้บั่นทอนความชอบธรรมของเขาในหมู่ประชาชน กัมพูชา ที่มีความรู้สึกชาตินิยมและระแวงเวียดนามเป็นทุนเดิม เมื่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะหลังการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีส ฮุน เซน ตระหนักว่าการพึ่งพาเวียดนามเพียงอย่างเดียวไม่ใช่วิถีทางที่ยั่งยืนอีกต่อไป เขาเริ่มดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันไปสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับมหาอำนาจใหม่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน การเลือกจีนเป็นพันธมิตรใหม่ถือเป็นกลยุทธ์ที่แยบยล เพราะจีนไม่เพียงแต่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่กำลังผงาดขึ้นมา แต่ยังเป็นคู่ขัดแย้งกับเวียดนามในประเด็นทะเลจีนใต้อีกด้วยการหันไปจับมือกับจีนทำให้ ฮุน เซน สามารถสลัดภาพ "เด็กในคาถาของเวียดนาม" ออกไปได้สำเร็จ เขาสามารถสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่เป็นอิสระและดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของชาติ กัมพูชา เอง การสนับสนุนทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจากจีนได้เข้ามาแทนที่อิทธิพลของเวียดนาม และกลายเป็นหลักประกันที่มั่นคงยิ่งกว่าในการรักษาอำนาจของเขา การหักหลังผู้มีพระคุณเดิมอย่างเวียดนามในครั้งนี้ ไม่ได้ทำอย่างโจ่งแจ้งเหมือนครั้งอื่นๆ แต่เป็นการค่อยๆ ตีตัวออกห่างและสร้างสมดุลแห่งอำนาจขึ้นมาใหม่ มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและอ่านเกมการเมืองระหว่างประเทศของ ฮุน เซน ที่พร้อมจะเปลี่ยนความภักดีได้เสมอ หากมันจะช่วยเสริมสร้างฐานอำนาจของตนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ประชาคมระหว่างประเทศได้ผลักดันให้เกิดข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 2534 นำไปสู่การจัดตั้งองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติใน กัมพูชา ภารกิจหลักของ UNTAC คือการฟื้นฟูสันติภาพ สร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นรุ่งอรุณแห่งยุคประชาธิปไตยครั้งใหม่ของชาติที่บอบช้ำจากสงคราม บริบทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการชี้ให้เห็นว่าการกระทำของ ฮุน เซน ในเวลาต่อมา คือการปฏิเสธฉันทามติของทั้งประชาชาติและประชาคมโลกอย่างสิ้นเชิง การเลือกตั้งในปี 2536 ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ มีชาว กัมพูชา กว่า 4 ล้านคนออกมาใช้สิทธิ ผลปรากฏว่าพรรคฟุนซินเปก ซึ่งเป็นพรรคแนวนิยมเจ้า นำโดยสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน โดยได้คะแนนเสียงไป 45.

5% คิดเป็น 58 ที่นั่งในสภา ขณะที่พรรคประชาชนกัมพูชา ของฮุน เซน ได้ไป 38.2% หรือ 51 ที่นั่ง แทนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้และส่งมอบอำนาจตามวิถีทางประชาธิปไตย ฮุน เซนกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งในทันที เขาสร้างวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ขู่ว่าจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่ ผ่าน "ขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลอมๆ" กลยุทธ์นี้จี้ไปที่จุดอ่อนและบาดแผลที่ลึกที่สุดของชาวกัมพูชาและประชาคมโลก ซึ่งต่างหวาดกลัวการหวนคืนสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ได้ทรงเข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่ข้อเสนอของพระองค์ในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลก็ถูกปฏิเสธในตอนแรกโดยเจ้ารณฤทธิ์และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงบีบคั้นมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้น วิกฤตการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยสูตรการแบ่งปันอำนาจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและแปลกประหลาดในทางรัฐธรรมนูญ นั่นคือ รัฐบาลผสมที่มีนายกรัฐมนตรีถึงสองคน สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง และฮุน เซน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สอง ผลลัพธ์นี้ถือเป็นการหักหลังครั้งใหญ่ครั้งแรก แม้ว่าพรรคฟุนซินเปกจะได้ตำแหน่ง "นายกฯ ที่หนึ่ง" แต่โครงสร้างรัฐบาลเช่นนี้กลับเปิดทางให้พรรค CPP ภายใต้การนำของฮุน เซน ยังคงกุมอำนาจควบคุมกลไกที่สำคัญของรัฐไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังความมั่นคงและตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ผู้ชนะการเลือกตั้งถูกบีบให้ต้องร่วมมือกับผู้แพ้ในลักษณะที่ทำให้ชัยชนะของตนเองถูกลบล้างไปแทบจะในทันที เหตุการณ์ในปี 2536 ได้วางรากฐานสำคัญของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น "ลัทธิฮุน เซน" นั่นคือ การใช้การข่มขู่ด้วยกำลังเพื่อล้มล้างผลลัพธ์ทางประชาธิปไตย มันคือการทดสอบปณิธานของประชาคมโลก ซึ่งผลลัพธ์ก็คือฮุน เซนเป็นฝ่ายชนะ เขาสังเกตเห็นว่าความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับและขู่ว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ประชาคมโลกและพระมหากษัตริย์ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากกว่าอาณัติแห่งประชาธิปไตย จึงยอมอ่อนข้อและบีบให้เกิดการประนีประนอม ฮุน เซนได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า ความกลัวต่อความไร้เสถียรภาพเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากกว่าหลักการประชาธิปไตย เขาสามารถสร้างวิกฤตแล้ววางตำแหน่งตนเองเป็นผู้เดียวที่สามารถแก้ไขวิกฤตนั้นได้ตามเงื่อนไขของเขาเอง เหตุการณ์นี้ได้สร้าง "ภยันตรายทางศีลธรรม" ให้กับการเมืองกัมพูชา เป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายค้านในอนาคตว่าการชนะเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ชัยชนะใดๆ ล้วนเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและสามารถถูกต่อรองใหม่ได้ภายใต้การข่มขู่ด้วยกำลัง มันบ่อนทำลายคุณค่าของบัตรลงคะแนนเสียงอย่างถึงราก และปูทางไปสู่การเผชิญหน้าครั้งต่อไปที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมรัฐบาล "สองหัว" ที่ถือกำเนิดขึ้นจากภาวะจำยอมนั้น โดยเนื้อแท้แล้วไร้เสถียรภาพ ความตึงเครียดได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งสองพรรคต่างช่วงชิงอำนาจและพยายามดึงกำลังพลเขมรแดงที่ยังหลงเหลืออยู่เข้ามาเป็นพันธมิตรของตน ข้ออ้างที่ฮุน เซน ใช้ในการก่อรัฐประหารคือการกล่าวหาว่าสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ กำลังวางแผนยึดอำนาจโดยลักลอบนำกองกำลังเขมรแดงเข้ามาในเมืองหลวง แม้ว่าในความเป็นจริงเจ้ารณฤทธิ์กำลังเจรจากับผู้นำเขมรแดงบางกลุ่มอยู่จริง แต่ฮุน เซน ก็ใช้ประเด็นนี้เพื่อสร้างภาพว่าคู่แข่งของเขาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยกองกำลังที่ภักดีต่อตัวฮุน เซน เป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะหน่วยองครักษ์ส่วนตัวของเขา และกรมพลร่ม 911 ซึ่งเขาได้สร้างสมกำลังขึ้นมาอย่างเป็นระบบหลังจากรอดพ้นจากความพยายามรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2537 ซึ่งกระทำโดยคนในพรรค CPP เอง เหตุการณ์ครั้งนั้นสอนให้เขารู้ว่าเขาไม่สามารถไว้วางใจกลไกของพรรคเพื่อความปลอดภัยส่วนตัวได้ผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้ทางทหารอย่างย่อยยับของกองกำลังพรรคฟุนซินเปก สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ถูกโค่นล้มและต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ เหตุการณ์หลังจากนั้นเต็มไปด้วยความโหดร้าย มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่และนายทหารของพรรคฟุนซินเปกอย่างน้อย 40 คน และอาจสูงถึงกว่า 100 คน ถูกสังหารอย่างรวบรัดและไม่เป็นทางการ บางรายถูกทรมานก่อนเสียชีวิต ปฏิบัติการกวาดล้างอย่างเหี้ยมโหดนี้เป็นการตัดหัวผู้นำพรรคและทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายนิยมเจ้าอย่างสิ้นซาก จากนั้น ฮุน เซน ได้แต่งตั้งอึง ฮวด ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคฟุนซินเปกที่ยอมอ่อนน้อม ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งแทน เป็นเพียงหุ่นเชิดที่มียศแต่ไร้อำนาจที่แท้จริง ท้ายที่สุด ฮุน เซน ก็ได้ผงาดขึ้นเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียวของกัมพูชา รัฐประหารปี 2540 ถือเป็นวิวัฒนาการในยุทธศาสตร์ของฮุน เซน จากการบ่อนทำลายทางการเมืองไปสู่การใช้ความรุนแรงของรัฐเพื่อกำจัดคู่แข่งอย่างเป็นรูปธรรม เขาสาธิตให้เห็นถึงความตั้งใจและความสามารถในการใช้กองทัพส่วนตัวเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง แม้กระทั่งขัดต่อความต้องการของผู้นำระดับสูงในพรรคของตนเอง นี่คือช่วงเวลาที่อำนาจส่วนบุคคลของฮุน เซน ได้ก้าวข้ามอำนาจของสถาบันพรรค CPP เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าอำนาจสูงสุดในกัมพูชาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ, ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือแม้แต่คณะกรรมการบริหารของพรรค แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ควบคุมกองกำลังที่ภักดีที่สุดในพนมเปญ และคนๆ นั้นก็คือเขา การรัฐประหารครั้งนี้ได้สร้างผลกระทบที่น่าสะพรึงกลัวต่อทุกองคาพยพทางการเมือง มันได้ขีดเส้นสีแดงเส้นใหม่ที่โหดเหี้ยมขึ้นมาว่า ความท้าทายใดๆ ที่ฮุน เซน มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของอำนาจเขา จะถูกตอบโต้ด้วยกำลังถึงชีวิต และเสียงประณามจากนานาชาติก็จะถูกเพิกเฉย มันได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองจากระบอบประชาธิปไตยที่บกพร่องไปสู่ระบอบเผด็จการที่ชัดเจน ซึ่งกฎกติกาต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นโดยคนเพียงคนเดียวหลังจากที่ฝ่ายค้านแตกแยกกันมานานหลายปี การก่อตั้งพรรคสงเคราะห์ชาติ ได้สร้างคู่แข่งที่น่ากลัวขึ้นมา พรรค CNRP ซึ่งนำโดยสม รังสี และเขม โสกา ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในการเลือกตั้งระดับชาติปี 2556 และการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ในปี 2560 โดยสามารถกวาดคะแนนเสียงเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ และแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2561 ได้อย่างชัดเจน นี่คือภัยคุกคามทางการเมืองผ่านคูหาเลือกตั้งที่ร้ายแรงที่สุดที่ฮุน เซน เคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2536เมื่อต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้ง ยุทธศาสตร์ของฮุน เซน ก็ได้พัฒนาไปอีกขั้น แทนที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง เขากลับเลือกที่จะทำ "รัฐประหารโดยกระบวนการยุติธรรม" ข้ออ้าง: รัฐบาลได้สร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "การปฏิวัติสี" ที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล "หลักฐาน": คดีที่ใช้เล่นงานพรรค CNRP ถูกสร้างขึ้นจากข้อกล่าวหาลอยๆ และมีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยกล่าวหาว่านายเขม โสกา ผู้นำพรรค เป็นกบฏ หลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ต่อสาธารณะตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งในคลิปนั้นเขม โสกา เพียงแค่พูดถึงการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แต่กลับถูกบิดเบือนว่าเป็นคำสารภาพในแผนการสมคบคิด องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ ต่างชี้ว่าหลักฐานดังกล่าวไม่มีอยู่จริงและข้อกล่าวหาเป็นเรื่องที่กุขึ้น กลไก: รัฐสภาที่พรรค CPP ครองเสียงข้างมาก ได้ผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคการเมืองอย่างรวบรัด ซึ่งให้อำนาจในการยุบพรรคการเมืองได้ด้วยเหตุผลที่คลุมเครือ จากนั้น กระทรวงมหาดไทยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งมีประธานศาลคือดิตถ์ มุนตี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค CPPในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินตามที่คาดการณ์ไว้ คือให้ยุบพรรค CNRP และตัดสิทธิ์ทางการเมืองแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค 118 คน ซึ่งรวมถึง สส. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี การกระทำครั้งนี้ถือเป็น "การทำลายล้างประชาธิปไตยจนสิ้นซาก" มันได้กำจัดคู่แข่งที่น่าเชื่อถือเพียงพรรคเดียวออกไปจากสนามการเมือง ทำให้กัมพูชากลายเป็นรัฐพรรคเดียวโดยพฤตินัย การเลือกตั้งระดับชาติในปี 2561 ที่ตามมาจึงกลายเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง ซึ่งพรรค CPP กวาดที่นั่งในสภาไปทั้งหมด 125 ที่นั่ง อัตราบัตรเสียที่สูงถึง 8.6% ถูกมองว่าเป็นการประท้วงเงียบต่อการไร้ซึ่งทางเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำจัดภัยคุกคามทางการเมืองทั้งหมดนี้ได้เปิดทางโล่งให้กับฮุน เซน ในการวางแผนส่งมอบอำนาจอย่างราบรื่นให้กับบุตรชายของเขา คือนายฮุน มาเนต ในปี 2566 การยุบพรรคในปี 2560 แสดงให้เห็นถึงชุดเครื่องมือเผด็จการที่สมบูรณ์แบบของฮุน เซน เมื่อสามารถยึดกุมสถาบันของรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผยอีกต่อไป เขาสามารถใช้ เปลือกนอกของกฎหมาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับการทำรัฐประหาร การเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากการเลือกตั้งที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ ประกอบกับข้อจำกัดที่ว่าการรัฐประหารแบบปี 2540 อาจนำมาซึ่งมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงกว่าเดิมในยุคปัจจุบัน ทำให้เขาเลือกใช้กลไกทางกฎหมายและตุลาการที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคอย่างสมบูรณ์เพื่อกำจัดคู่แข่ง นี่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนสุดท้ายของการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ระบอบการปกครองไม่จำเป็นต้องอยู่นอกระบบอีกต่อไป แต่ได้กลืนกินและกลายเป็นตัวระบบเสียเอง กฎหมายไม่ได้เป็นเครื่องจำกัดอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือของอำนาจ "รัฐประหารโดยกระบวนการยุติธรรม" นี้มีความแยบยลและอันตรายยิ่งกว่ารัฐประหารโดยใช้กำลังทหาร เพราะมันซ่อนเร้นการใช้อำนาจดิบไว้ภายใต้ฉากหน้าของกระบวนการทางกฎหมาย การกระทำครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหักหลังพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่เป็นการหักหลังรากฐานของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค และเป็นการส่งสารว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะได้รับอนุญาตตราบเท่าที่ยังอยู่ในขอบเขตที่พรรค CPP กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการสืบทอดอำนาจทางสายเลือดที่มั่นคงและคาดเดาได้ เปลี่ยนการปกครองรัฐให้กลายเป็นเรื่องของวงศ์ตระกูลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 5 ครั้งเราสามารถถอดรหัสออกมาได้ 4 เสาหลักสำคัญค้ำยันอำนาจฮุนเซนได้ดังต่อไปนี้Human Rights Watch และ Freedom House อธิบายว่า หัวใจสำคัญของอำนาจ ฮุน เซน คือการใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือตัดสินข้อพิพาททางการเมืองขั้นสุดท้ายเสมอ ตั้งแต่การขู่แบ่งแยกดินแดนในปี 2536, การใช้หน่วยสังหารในปี 2540, ไปจนถึงการคุกคามนักกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง กำลังบังคับยังคงเป็นรากฐานที่ค้ำจุนอำนาจของเขาเอาไว้Human Rights Watch แจงให้เห็นว่า ฮุน เซน ได้เปลี่ยนแปลงสถาบันของรัฐทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ, ตำรวจ, ศาล, คณะกรรมการการเลือกตั้ง และระบบราชการ ให้กลายเป็นเครื่องมือรับใช้พรรคและอำนาจส่วนตัวของเขา การยึดกุมรัฐอย่างเบ็ดเสร็จนี้เองที่ทำให้ "รัฐประหารโดยกระบวนการยุติธรรม" ในปี 2560 สามารถเกิดขึ้นได้สมลักษณ์ ศรีราม และ ดร.อุดมพร ธีระวิริยะกุล อธิบายว่า เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในพรรคและกลุ่มผู้มีอำนาจ ฮุน เซน ได้สร้างระบบอุปถัมภ์ขนาดใหญ่ขึ้นมา เขาเปิดโอกาสให้ชนชั้นนำในพรรค CPP สามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง และที่สำคัญคืออนุญาตให้พวกเขาส่งต่อตำแหน่งและทรัพย์สินเหล่านั้นไปยังทายาทของตนได้ สิ่งนี้สร้างผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาระบอบการปกครองให้คงอยู่ และทำให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจในหมู่ชนชั้นนำเป็นไปอย่างราบรื่นจากรุ่นสู่รุ่นMatthew Galway อธิบายว่า ฮุน เซน ใช้ มิติของ "อำนาจอ่อน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเรื่องเล่าสาธารณะที่ทรงพลังเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตน ซึ่งประกอบด้วย การสร้างตำนานให้ตนเอง : สมลักษณ์ ศรีราม และ ดร.อุดมพร ธีระวิริยะกุล ชี้ให้เห็นว่า การนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้กอบกู้ชาติที่ยุติยุคเขมรแดง และนำพาสันติภาพกับเสถียรภาพกลับคืนมาสู่ประเทศหลังสงครามที่ยาวนาน ความชอบธรรมจากผลงาน : โดย Matthew Galway อธิบายให้เห็นว่า การชี้ให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของกัมพูชา เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำ แม้ว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่มก็ตาม การอ้างอิงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี : การใช้สัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์และศาสนาพุทธเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นผู้ปกครองที่ทรงธรรม เป็นเสมือนกษัตริย์ในยุคสมัยใหม่ที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง การควบคุมข้อมูลและเยาวชน : การทำลายสื่ออิสระอย่างเป็นระบบ, การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ, และการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาของชาติเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ของพรรค CPP และยับยั้งการคิดเชิงวิพากษ์ในหมู่เยาวชน การหักหลังครั้งสำคัญทั้งห้าครั้งที่ได้วิเคราะห์ไปนั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นลำดับขั้นตอนที่ถูกวางแผนมาอย่างดีและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ฮุน เซน สามารถครองอำนาจได้อย่างยาวนานและบรรลุเป้าหมายสูงสุดของเขาได้ มรดกที่ยั่งยืนจากการปกครองของฮุน เซน ไม่ใช่เพียงแค่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนาน แต่คือการสร้าง "เปลือกนอกที่ว่างเปล่า" ของระบอบประชาธิปไตย ที่ซึ่งการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยไร้ซึ่งทางเลือก, ศาลตัดสินโดยปราศจากความยุติธรรม, และอำนาจถูกส่งต่อโดยสายเลือด ไม่ใช่โดยคะแนนเสียงจากประชาชน การส่งมอบอำนาจอย่างราบรื่นให้กับบุตรชาย ฮุน มาเนต ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2566 คือบทพิสูจน์สุดท้ายแห่งความสำเร็จในโครงการตลอดชีวิตของเขา มันคือหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการตลอดหลายทศวรรษเพื่อลบล้างฝ่ายค้านและยึดกุมรัฐนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มรดกที่เขาทิ้งไว้คือระบอบอำนาจนิยมแบบสืบทอดทางสายเลือดที่หยั่งรากลึก มีเสถียรภาพ และคาดเดาได้ ซึ่งจะยังคงเป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์ทางการเมืองของกัมพูชาต่อไปในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ตัวของฮุน เซน เองก็ยังคงกุมอำนาจที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังในฐานะประธานพฤฒสภาและประธานพรรคประชาชนกัมพูชา

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

SPRiNGNEWS_TH /  🏆 41. in TH

กัมพูชา

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ 6 มาตรการฮุน เซน สะท้อนความเดือดร้อนของกัมพูชาผู้เชี่ยวชาญชี้ 6 มาตรการฮุน เซน สะท้อนความเดือดร้อนของกัมพูชา“ทรงฤทธิ์ โพนเงิน” ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ระบุการที่กัมพูชาออก 6 มาตรการออกมาข่มขวัญประเทศไทย เพราะกำลังตกที่นั่งลำบาก จึงออกมาตรการขู่ เพื่อให้ไทยเปิดด่าน หรือผ่อนคลายมาตรการโดยเร็ว นายทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอส ถึงกรณี ฮุน เซน ออก 6 มาตรการออกมาข่มขวัญประเทศไทย ว่า หลังจากฮุน เซน...
Read more »

ดัดหลัง ฮุน เซน ! 'ผบ.กองกำลังบูรพา' ตอบโต้สั่งห้าม 'คนไทย' ข้ามไปทำงาน 'บ่อนกาสิโน-ออนไลน์'ดัดหลัง ฮุน เซน ! 'ผบ.กองกำลังบูรพา' ตอบโต้สั่งห้าม 'คนไทย' ข้ามไปทำงาน 'บ่อนกาสิโน-ออนไลน์'ดัดหลัง ฮุน เซน ! 'ผบ.กองกำลังบูรพา' ตอบโต้สั่งห้าม 'คนไทย' ข้ามไปทำงาน 'บ่อนกาสิโน-ออนไลน์' เริ่มวันแรก หลัง 'ฮุน เซน' ขู่ปิด 'ด่านคลองลึก' ถาวร ห้ามขนส่งสินค้า
Read more »

ถ่อมตัวหน่อยน้องชาย! วาทะร้อนของฮุน เซน ถึงจตุพร ที่คนไทยทั้งประเทศต้องอ่านถ่อมตัวหน่อยน้องชาย! วาทะร้อนของฮุน เซน ถึงจตุพร ที่คนไทยทั้งประเทศต้องอ่านกลางเดือนมิถุนายน 2568 กลายเป็นอีกช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาถูกจุดติดอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะกรณีฟ้องศาลโลกเรื่องเขตแดนที่คาราคาซังมายาวนาน แต่ยังมาจากคำพูดที่ 'เหมือนทวงบุญคุณ' ของสมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ที่พาดพิงถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ นักเคลื่อนไหวการเมืองชื่อดังของไทย คำกล่าวของสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ส่วนตัว...
Read more »

'ฮุน เซน' รับแชร์ต่อแล้ว 80 คน พร้อมปล่อยคลิปเต็ม 17 นาที'ฮุน เซน' รับแชร์ต่อแล้ว 80 คน พร้อมปล่อยคลิปเต็ม 17 นาทีสมเด็จฯ ฮุน เซน ยืนยันบันทึกเสียงคุยโทรศัพท์ 17 นาทีกับนายกฯ ไทย เพื่อความโปร่งใส แต่คลิป 9 นาทีรั่วไหล สร้างรอยร้าวทูตไทย-กัมพูชา พร้อมเผยคลิปเต็มหากไทยต้องการ ขณะที่แพทองธารกล่าวหาฮุน เซน 'เล่นการเมืองไม่มืออาชีพ' เพิ่มเชื้อไฟวิกฤตความสัมพันธ์ วันนี้ (18 มิ.ย.
Read more »

กางข้อแตกต่าง 'ยุบสภา' และ 'ลาออก'กางข้อแตกต่าง 'ยุบสภา' และ 'ลาออก'คลิปเสียง 'แพทองธาร – ฮุน เซน' สะเทือนการเมือง ปมชายแดน จุดชนวนวิจารณ์นายกฯ ควร 'ลาออก' และให้รัฐบาลรับผิดชอบด้วยการ 'ยุบสภา' แล้วทั้ง 2 ต่างกันอย่างไร ส่งผลอย่างไรหลังจากนี้ คลิปเสียงสนทนาระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.
Read more »

ส่องบทบาท 'ฝ่ายค้านกัมพูชา' หายไปไหนในความขัดแย้งเขตแดน ?ส่องบทบาท 'ฝ่ายค้านกัมพูชา' หายไปไหนในความขัดแย้งเขตแดน ?ผู้นำกัมพูชา 'ฮุน มาเนต' รวมถึง 'ฮุน เซน' และคนในรัฐบาลกัมพูชา เคลื่อนไหวตอบโต้ทางการไทยเรื่องปัญหาเขตแดนตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่เหตุใดจึงไม่ค่อยเห็นบทบาทของ 'พรรคฝ่ายค้านกัมพูชา' ในประเด็นความขัดแย้งนี้ ชาวกัมพูชาหลายหมื่นคนชุมนุมใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญ นำโดย 'ฮุน มานี' รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กของสมเด็จฮุน เซน และน้องชายของฮุน มาเนต...
Read more »



Render Time: 2026-04-02 05:50:09