รู้จัก Aerial Refueling การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศ

United States News News

รู้จัก Aerial Refueling การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศ
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 ThaiPBS
  • ⏱ Reading Time:
  • 139 sec. here
  • 4 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 59%
  • Publisher: 51%

การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศหรือที่รู้จักกันในชื่อ “Aerial Refueling” หรือ “Air-to-air Refueling” เกิดขึ้นมาจากความต้องการขยายระยะการบินของเครื่องบินโดยใช้เครื่องบินขนาดใหญ่หนึ่งลำทำหน้าที่เป็น “Tanker”

การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศหรือที่รู้จักกันในชื่อ “Aerial Refueling” หรือ “Air-to-air Refueling” เกิดขึ้นมาจากความต้องการขยายระยะการบินของเครื่องบินโดยใช้เครื่องบินขนาดใหญ่หนึ่งลำทำหน้าที่เป็น “Tanker” หรือเครื่องบินขนน้ำมัน คล้ายกับ “ปั๊มน้ำมันลอยฟ้า” เพื่อให้เครื่องบินขนาดเล็กสามารถเติมเชื้อเพลิงกลางทางระหว่างขาไปหรือขากลับได้ การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคบุกเบิกการบินแล้ว ตั้งแต่ในช่วงปี 1920 เมื่อมีการสาธิตการทดลองถ่ายน้ำมันระหว่างเครื่องบินสองลำที่บินประชิดกัน เพื่อพิสูจน์ว่าการเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศนั้นเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศในยุคดังกล่าวเป็นเพียงแค่การ “ทดลองเล่น ๆ” ว่าเป็นไปได้ แต่การจะนำมาใช้งานจริงนั้นยากและซับซ้อนเกินไป จึงทำให้การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในอากาศในยุคดังกล่าวไม่ได้มีความสำคัญต่อวงการการบินมากนัก ข้ามมาในช่วงยุคสงครามเย็นที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตนั้นกำลังดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเครื่องบินที่มีระยะการบินที่ไกลขึ้น นั่นเป็นเพราะว่ายิ่งเครื่องบินมีระยะบินมากเท่าใด ก็สามารถทิ้งระเบิด เช่น ระเบิดปรมาณู ลึกเข้าไปในเขตกดศัตรูได้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่สามารถลดระยะประชิดระหว่างฐานทัพอากาศกับประเทศคู่อริได้เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีจากข้าศึก แต่การเพิ่มระยะของเครื่องบินทิ้งระเบิดนั้นจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของเครื่องบินที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เครื่องบินจะมีขนาดใหญ่มากจนเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นจึงจะมีจุดหนึ่งที่การเพิ่มขนาดของเครื่องบินเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงและระยะการบินนั้นจะไม่คุ้มค่าในการสาธิตประสิทธิภาพระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศของฝั่งสหรัฐอเมริกา เครื่องบินทิ้งระเบิด Boeing B-52 Stratofortress ในภารกิจ Operation Power Flite ช่วงปี 1957 กว่า 3 ลำ บินติดต่อกันเป็นเวลากว่า 45 ชั่วโมง รอบโลก โดยมีเครื่องบิน “Tanker” หรือเครื่องบินขนเชื้อเพลิงคอยเติมเชื้อเพลิงให้กับ Boeing B-52 Stratofortress ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้เครื่องบินบินต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องลงจอด ปัจจุบัน ฝั่งสหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบิน Boeing KC-135 Stratotanker และ KC-10 Extender เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงหลัก รูปแบบของการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศนั้นมีสองแบบ คือ การให้เครื่องบินที่จะเติมเชื้อเพลิงนำท่อรับมาเสียบเข้ากับท่อของ Tanker โดยท่อจาก Tanker นั้นจะมีร่มขนาดเล็กเพื่อช่วยในการนำทางท่อจากฝั่งเครื่องบินที่จะรับเชื้อเพลิง รูปแบบนี้เรียกว่า “Probe-and-Drogue” ในขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งคือ “Flying Boom” ซึ่งหลักการทำงานนั้นเปรียบเสมือนแขนกลที่ฝั่ง Tanker สามารถควบคุมได้ โดยที่จะมีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า “Boom Operator” มาควบคุมโดยเฉพาะเพื่อควบคุมให้ “Boom” หรือท่อส่งเชื้อเพลิงต่อเข้ากับท่อรับของผู้รับ ดังนั้นทั้งสองวิธีนั้นแตกต่างกันตรงที่ “Probe-and-Drogue” นักบินของเครื่องบินรับจะเป็นคนพยายามต่อท่อเชื้อเพลิง ขณะที่ “Flying Boom” นักบินของเครื่องบินฝั่งรับแค่ต้องบินประชิดกับ Tanker ให้มากพอ จากนั้นก็รอให้ Boom Operator บังคับ Flying Boom ให้ต่อเข้ากับท่อรับเชื้อเพลิงเรียบเรียงโดย โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์.

การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศหรือที่รู้จักกันในชื่อ “Aerial Refueling” หรือ “Air-to-air Refueling” เกิดขึ้นมาจากความต้องการขยายระยะการบินของเครื่องบินโดยใช้เครื่องบินขนาดใหญ่หนึ่งลำทำหน้าที่เป็น “Tanker” หรือเครื่องบินขนน้ำมัน คล้ายกับ “ปั๊มน้ำมันลอยฟ้า” เพื่อให้เครื่องบินขนาดเล็กสามารถเติมเชื้อเพลิงกลางทางระหว่างขาไปหรือขากลับได้ การเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคบุกเบิกการบินแล้ว ตั้งแต่ในช่วงปี 1920 เมื่อมีการสาธิตการทดลองถ่ายน้ำมันระหว่างเครื่องบินสองลำที่บินประชิดกัน เพื่อพิสูจน์ว่าการเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินกลางอากาศนั้นเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศในยุคดังกล่าวเป็นเพียงแค่การ “ทดลองเล่น ๆ” ว่าเป็นไปได้ แต่การจะนำมาใช้งานจริงนั้นยากและซับซ้อนเกินไป จึงทำให้การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในอากาศในยุคดังกล่าวไม่ได้มีความสำคัญต่อวงการการบินมากนัก ข้ามมาในช่วงยุคสงครามเย็นที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตนั้นกำลังดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเครื่องบินที่มีระยะการบินที่ไกลขึ้น นั่นเป็นเพราะว่ายิ่งเครื่องบินมีระยะบินมากเท่าใด ก็สามารถทิ้งระเบิด เช่น ระเบิดปรมาณู ลึกเข้าไปในเขตกดศัตรูได้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่สามารถลดระยะประชิดระหว่างฐานทัพอากาศกับประเทศคู่อริได้เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีจากข้าศึก แต่การเพิ่มระยะของเครื่องบินทิ้งระเบิดนั้นจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของเครื่องบินที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เครื่องบินจะมีขนาดใหญ่มากจนเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นจึงจะมีจุดหนึ่งที่การเพิ่มขนาดของเครื่องบินเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงและระยะการบินนั้นจะไม่คุ้มค่าในการสาธิตประสิทธิภาพระบบเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศของฝั่งสหรัฐอเมริกา เครื่องบินทิ้งระเบิด Boeing B-52 Stratofortress ในภารกิจ Operation Power Flite ช่วงปี 1957 กว่า 3 ลำ บินติดต่อกันเป็นเวลากว่า 45 ชั่วโมง รอบโลก โดยมีเครื่องบิน “Tanker” หรือเครื่องบินขนเชื้อเพลิงคอยเติมเชื้อเพลิงให้กับ Boeing B-52 Stratofortress ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้เครื่องบินบินต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องลงจอด ปัจจุบัน ฝั่งสหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบิน Boeing KC-135 Stratotanker และ KC-10 Extender เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงหลัก รูปแบบของการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศนั้นมีสองแบบ คือ การให้เครื่องบินที่จะเติมเชื้อเพลิงนำท่อรับมาเสียบเข้ากับท่อของ Tanker โดยท่อจาก Tanker นั้นจะมีร่มขนาดเล็กเพื่อช่วยในการนำทางท่อจากฝั่งเครื่องบินที่จะรับเชื้อเพลิง รูปแบบนี้เรียกว่า “Probe-and-Drogue” ในขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งคือ “Flying Boom” ซึ่งหลักการทำงานนั้นเปรียบเสมือนแขนกลที่ฝั่ง Tanker สามารถควบคุมได้ โดยที่จะมีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า “Boom Operator” มาควบคุมโดยเฉพาะเพื่อควบคุมให้ “Boom” หรือท่อส่งเชื้อเพลิงต่อเข้ากับท่อรับของผู้รับ ดังนั้นทั้งสองวิธีนั้นแตกต่างกันตรงที่ “Probe-and-Drogue” นักบินของเครื่องบินรับจะเป็นคนพยายามต่อท่อเชื้อเพลิง ขณะที่ “Flying Boom” นักบินของเครื่องบินฝั่งรับแค่ต้องบินประชิดกับ Tanker ให้มากพอ จากนั้นก็รอให้ Boom Operator บังคับ Flying Boom ให้ต่อเข้ากับท่อรับเชื้อเพลิงเรียบเรียงโดย โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

ThaiPBS /  🏆 52. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ทำงานแบบแฮปปี้กับ 'ธนวิชญ์ หงษ์คู' ผู้บริหารรุ่นใหม่ แพนฟู้ดทำงานแบบแฮปปี้กับ 'ธนวิชญ์ หงษ์คู' ผู้บริหารรุ่นใหม่ แพนฟู้ดรู้จัก'ธนวิชญ์ หงษ์คู'ผู้บริหารรุ่น 2 ของแพนฟู้ด ต่อยอดทางธุรกิจครอบครัว จากบิดา'กุลวัชร หงษ์คู'อดีตนายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร
Read more »

รู้จัก 'นกปรอดหน้านวล' เจ้าตัวเล็กที่เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อย คุณเองก็อาจเคยเจอรู้จัก 'นกปรอดหน้านวล' เจ้าตัวเล็กที่เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อย คุณเองก็อาจเคยเจอรู้จัก 'นกปรอดหน้านวล' มีลักษณะเด่นอย่างไร ที่เป็นที่มาของชื่อ ซึ่งเจ้าตัวเล็กนี้เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อย พร้อมชมภาพประทับใจ ขณะแม่นกหาอาหารมาป้อนให้ลูก
Read more »

รู้จัก การจำนำไอคลาวด์ คืออะไร ? อันตราย-ดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรู้จัก การจำนำไอคลาวด์ คืออะไร ? อันตราย-ดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรู้จัก การจำนำไอคลาวด์ คืออะไร ? เมื่อสภาพเศรษฐกิจทำให้เรายอมใช้ช่องโหว่ของเงินกู้และความเป็นส่วนตัวเพื่อให้มีเงินใช
Read more »

เปิดประวัติ “เอ็นโซ มาเรสกา” กุนซื้อคนใหม่เชลซี อดีตผู้ช่วยเป๊บ กวาร์ดิโอลาเปิดประวัติ “เอ็นโซ มาเรสกา” กุนซื้อคนใหม่เชลซี อดีตผู้ช่วยเป๊บ กวาร์ดิโอลารู้จัก 'เอ็นโซ มาเรสกา' กุนซื้อคนใหม่เชลซี ที่เพิ่งพาเลสเตอร์เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก อดีตผู้ช่วย เป๊ป กวาร์ดิโอลา เซ็นยาว 5 ปี พร้อมออปชั่นขยายสัญญา 1
Read more »

รู้จัก 5 ผักสลัด กับประโยชน์สุดจึ้งรู้จัก 5 ผักสลัด กับประโยชน์สุดจึ้งรู้จัก 5 ผักสลัด กับประโยชน์สุดจึ้ง : Tricks for Life
Read more »

รู้จัก “ไครโอนิกส์” กระบวนการแช่แข็งร่าง เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพรู้จัก “ไครโอนิกส์” กระบวนการแช่แข็งร่าง เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพตายแล้วฟื้นได้จริงหรือ? รู้จัก “ไครโอนิกส์” Cryonics กระบวนการแช่แข็งร่าง เพื่อรอวันกลับมาอีกครั้ง หลังวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้นในอนาคต
Read more »



Render Time: 2026-04-02 07:35:28