ม้วนเดียวจบ โมเดลธุรกิจ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แยกยังไงว่า ส่วนไหนทำการกุศล หรือทำกำไร?

Openai News

ม้วนเดียวจบ โมเดลธุรกิจ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แยกยังไงว่า ส่วนไหนทำการกุศล หรือทำกำไร?
ChatgptSam AltmanArtificial Intelligence
  • 📰 Thairath_News
  • ⏱ Reading Time:
  • 375 sec. here
  • 25 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 212%
  • Publisher: 63%

เจาะลึกโมเดลธุรกิจของ OpenAI มีโครงสร้างอย่างไร หาเงินมาช่วยงานวิจัยจากไหน แล้วองค์กรส่วนไหนที่ทำกำไร หรือส่วนไหนที่ออกแบบมาเพื่อทำตามภารกิจหลัก “สร้าง AI ที่ปลอดภัยเพื่อมนุษยชาติ”?

คำว่า “AI” หรือ “ Artificial Intelligence ” มีการกล่าวถึงมานานแสนนาน หากย้อนเวลากลับไปจริง ๆ ผู้คนเริ่มรู้จัก AI มาตั้งแต่ช่วง 1950s เสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องความร้อนแรง จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนหันไปใช้งานเทคโนโลยีกันทุกวัน จนแทบจะเรียกได้ว่าขาด AI ไปไม่ได้เลย ก็คงเริ่มมาจากการเปิดตัว ChatGPT เมื่อปลายปี 2022“พัฒนาและกำกับดูแล AGI เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ” ไม่ต้องก้มหัวให้ตัวเลขผลกำไร หรือถูกแรงกดดันจากนักลงทุนมาบีบให้ต้องรีบทำเงิน เป็นการเลือกวางประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ ไว้เหนือกำไรของบริษัทอย่างชัดเจน และที่สำคัญกว่านั้น โมเดลนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “เกราะป้องกันความเสี่ยง” เพราะพวกเขากลัวว่าหาก AI ที่ฉลาดล้ำเหนือมนุษย์นี้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเกิดผิดพลาด หรือตกไปอยู่ในเงื้อมมือของบริษัทเอกชนที่มุ่งแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว มันอาจนำมาซึ่งหายนะของมวลมนุษย์ได้ ดังนั้น เงินที่ไหลเข้ากระปุกเพื่อให้ทำการวิจัยล้วนแต่มาจากเงินบริจาค หรือเงินที่ระดมทุนได้กันเอง ซึ่งข้อมูลเปิดเผยว่าจนถึงปี 2019 ผ่านไปเกือบ 4 ปี เงินที่ระดมได้จริง ๆ ที่ OpenAI หาได้มีเพียง 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แม้ก่อนหน้านั้นจะคอมมิตไว้ว่าสามารถระดมทุนไปได้มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม โครงสร้างองค์กรของ OpenAI อาจเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ และถูกพูดถึงมากที่สุด เป็นสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพยายามหลอมรวม 2 สิ่งที่ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ไว้ด้วยกัน นั่นคือระหว่าง “ภารกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” กับ “การหาเงินทุนมหาศาล” ในช่วงที่บริษัทกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด โครงสร้างนี้ได้ผ่านการทดสอบอย่างหนักจนเกือบพังทลาย และก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในเรื่องธรรมาภิบาลขององค์กรภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของ OpenAI เกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อทีมผู้บริหารตระหนักชัดเจนแล้วว่าโมเดลองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรแบบเดิมนั้นไปต่อไม่ไหว เพราะองค์กรจำเป็นต้องใช้เงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทุ่มไปกับการเช่าใช้คลาวด์ขนาดใหญ่ และดึงดูดบุคลากรหัวกะทิเพื่อต่อกรกับคู่แข่งกระเป๋าหนัก ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินกว่าที่เงินบริจาคจะรองรับได้ เพื่อแก้ปัญหานี้ OpenAI จึงตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการตั้งบริษัทลูกที่แสวงหาผลกำไรได้ขึ้นมาในชื่อ OpenAI LP เพื่อเปิดรับเงินลงทุนจากภาคเอกชน การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้สร้างโมเดลลูกผสม ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยยังคงองค์กรดั้งเดิมที่ไม่แสวงหาผลกำไร ไว้ในฐานะบริษัทแม่ที่มีอำนาจควบคุมสูงสุด ซึ่งจะควบคุมผ่านการเป็นเจ้าของนิติบุคคลที่เป็นผู้จัดการ ที่จะเข้าไปกำกับดูแลบริษัทลูกที่แสวงหากำไรอีกทอดหนึ่ง โดยทั้ง 2 บริษัทแบ่งกันทำหน้าที่ดังนี้การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการระดมทุนในระดับแสนล้าน หรือแม้กระทั่งล้านล้าน ซึ่งทีมผู้บริหารเชื่อว่าจะต้องใช้ต้นทุนมหาศาลขนาดนั้นในการพัฒนา AGI ในขั้นต่อไป และอาจนำไปสู่การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ในอนาคต OpenAI ได้วางกลยุทธ์โมเดลรายได้ที่ซับซ้อนแต่ทรงประสิทธิภาพไว้หลายรูปแบบ โดยโมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดและสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้งานรายย่อยทั่วไป ไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก ปัจจุบัน OpenAI มีรายได้ต่อปีเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคม 2024 มาอยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนมิถุนายน 2025 โดยตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมรายได้ค่าลิขสิทธิ์โดยตรงจากพันธมิตรรายใหญ่อย่าง Microsoft และจากการเข้าลงทุนของ SoftBank เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวเป็นอีกแหล่งรายได้หลัก ที่เปิดให้นักพัฒนาและองค์กรต่าง ๆ จ่ายเงินเพื่อเข้าถึงโมเดล AI ของ OpenAI ทั้ง GPT-4, GPT-4o และ DALL-E 3 เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเอง โดยรูปแบบการคิดค่าบริการเป็นแบบ Pay-as-you-Go หรือจ่ายตามปริมาณการใช้งาน ซึ่งวัดเป็นหน่วย “โทเคน” นั่นเองความร่วมมือกับ Microsoft คืออีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญทั้งด้านการค้าและการดำเนินงานของ OpenAI นับตั้งแต่การลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งแรกในปี 2019 และหากนับรวมที่ผ่านมาทั้งหมด Microsoft ได้ทุ่มเม็ดเงินให้ OpenAI ไปแล้วรวมประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ทำให้ Microsoft กลายเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัย โดยความสัมพันธ์นี้จะเป็นในลักษณะ “พึ่งพาอาศัย” กันอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังพัฒนาไปสู่สภาวะที่ซับซ้อนขึ้นที่เรียกว่า “Coopetition” หรือการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด แต่ก็แข่งขันกันโดยตรงในเวลาเดียวกันโดย Microsoft ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์แต่เพียงผู้เดียว ของ OpenAI เพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดลขนาดใหญ่และการโฮสต์ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึง ChatGPT ก็ล้วนแต่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มคลาวด์ Microsoft Azureความสัมพันธ์ทางการเงินนี้ไม่ใช่การลงทุนในหุ้นแบบทั่วไป แต่เป็นข้อตกลงแบ่งปันผลกำไรที่ซับซ้อน โดย Microsoft มีสิทธิในส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากของ OpenAI ซึ่งมีรายงานออกมาว่า ประมาณ 75% ในครั้งแรก และ 49% ในครั้งถัดไป จนกว่าจะได้รับเงินลงทุนคืนครบถ้วนและผลตอบแทนรวมถึงเพดานที่ตกลงกันไว้เป็นความลับ โดยโครงสร้างนี้ช่วยให้ผลประโยชน์ทางการเงินของ Microsoft สอดคล้องไปกับความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของ OpenAI โดยที่ OpenAI ยังสามารถดำเนินตามปรัชญาจำกัดเพดานกำไรอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ตามที่ OpenAI มีแผนจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทไปเป็น PBC ทาง Microsoft ก็เริ่มตั้งคำถามว่า หากทำแบบนั้นแล้ว Microsoft จะอยู่ตรงไหน เลยมีการขอเจรจาเขียนข้อตกลงขึ้นมาใหม่ โดย Financial Times เปิดเผยว่า หาก OpenAI ปรับไปเป็นองค์กรแสวงผลกำไร ทาง Microsoft เสนอที่จะลดสัดส่วนหุ้นในกิจการใหม่ เพื่อแลกกับสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ ๆ โดยมีข้อแม้ว่าสิทธินี้จะต้องอยู่ยาวจนเลยสัญญาปี 2030 ไปแล้ว การพัฒนาร่วมกันและการแข่งขัน โดย Microsoft ได้นำโมเดลของ OpenAI ไปผนวกรวมกับชุดผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ที่เด่นชัดที่สุดคือการเป็นขุมพลังให้ Microsoft 365 Copilot และฟีเจอร์ AI ใน Bing แต่ในขณะเดียวกันกลไกนี้ก็ทำให้ทั้งสองบริษัทกลายเป็นคู่แข่งกันโดยตรง เนื่องจากบริการ ChatGPT Enterprise ของ OpenAI เอง ก็แข่งขันกับบริการ Azure OpenAI Service ที่ Microsoft ขายตรงให้กับลูกค้าองค์กรกลุ่มเดียวกัน ก่อนจะจบบทความขอแถมเรื่องราวดราม่าของทั้ง 2 เจ้าพอแห่งวงการเทคไว้ด้วย ต้องขอพาย้อนกลับไปในช่วงตั้งไข่ของ OpenAI ภาพที่ทุกคนเห็นคือความยิ่งใหญ่ของสองพยัคฆ์ อย่าง Sam Altman และ Elon Musk ที่ทั้งสองได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดร่วมกัน เพื่อกุมทิศทางองค์กร จนทำให้ชื่อของ OpenAI ติดลมบนและดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่แล้วก็เกิดจุดแตกหักขึ้นในปี 2018 เมื่อ Elon Musk ประกาศขอลงจากตำแหน่ง และลาออกจากคณะกรรมการบริหาร โดยมีการประกาศออกสื่ออย่างเป็นทางการให้เหตุผลว่า ต้องการจะหลีกเลี่ยงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในอนาคต เพราะ Elon Musk ก็มีบริษัท Tesla อยู่ในมือและก็กำลังทุ่มสุดตัวพัฒนา AI สำหรับรถยนต์ไร้คนขับเช่นกัน แต่เรื่องจริงเบื้องหลังที่มีข่าวออกมาจากวงใน ภายหลัง Sam Altman ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนั้น Elon Musk เริ่มร้อนใจอย่างหนักที่เห็น OpenAI นั้นเดินเกมช้า และเสี่ยงที่จะถูกคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Google ทิ้งห่างไปไกล Musk จึงยื่นข้อเสนอต่อบอร์ดบริหารว่า ขอเข้ามาควบคุมองค์กรทั้งหมดด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้เร่งเครื่องทำโปรเจกต์ได้เต็มกำลัง และแน่นอนว่าบอร์ดบริหารได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว จนทำให้ Elon Musk ตัดสินใจโบกมือลา เดินออกจาก OpenAI ไปในที่สุด ปล่อยให้ Sam Altman คุมทัพ OpenAI แต่เพียงผู้เดียวมานับตั้งแต่นั้น เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนแปลงตัวบุคลากร แต่ยังเป็นความขัดแย้งในมุมมองต่อแนวทางหลักขององค์กร ที่จะสร้าง AGI ที่ปลอดภัย ซึ่งทั้งสองผู้บริหารมองค่อนข้างจะแตกต่างกัน โดยข้อเสนอของ Elon Musk สะท้อนแนวคิดที่ต้องการรวมศูนย์อำนาจ มีความเด็ดขาด และขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำเพียงคนเดียว ในขณะที่คณะกรรมการยังยึดมั่นในแนวทางที่เป็นอิสระ เน้นการทำงานร่วมกัน และใช้ความระมัดระวังมากกว่า “ Sam Altman ไม่ได้สื่อสารกับคณะกรรมการอย่างตรงไปตรงมาเสมอไป ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของบอร์ดในการปฏิบัติหน้าที่” โดยบอร์ดบริหารมองว่า การขาดความโปร่งใสของซีอีโอ คือภัยคุกคามโดยตรงต่อความสามารถในการกำกับดูแล และท้ายที่สุดคือเป็นภัยต่อภารกิจหลักขององค์กร แต่แล้วการไล่ Sam Altman ออกครั้งนั้นกลับกลายเป็นชนวนที่ทำให้พนักงานกว่า 95% ของ OpenAI ร่วมลงนามในจดหมายขู่ว่าจะลาออกเพื่อตาม Sam Altman ไปทำงานกับ Microsoft ที่ได้ยื่นข้อเสนอจ้างงานทีมงานทั้งหมดในตอนนั้น.

คำว่า “AI” หรือ “Artificial Intelligence” มีการกล่าวถึงมานานแสนนาน หากย้อนเวลากลับไปจริง ๆ ผู้คนเริ่มรู้จัก AI มาตั้งแต่ช่วง 1950s เสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องความร้อนแรง จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนหันไปใช้งานเทคโนโลยีกันทุกวัน จนแทบจะเรียกได้ว่าขาด AI ไปไม่ได้เลย ก็คงเริ่มมาจากการเปิดตัว ChatGPT เมื่อปลายปี 2022“พัฒนาและกำกับดูแล AGI เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ” ไม่ต้องก้มหัวให้ตัวเลขผลกำไร หรือถูกแรงกดดันจากนักลงทุนมาบีบให้ต้องรีบทำเงิน เป็นการเลือกวางประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ ไว้เหนือกำไรของบริษัทอย่างชัดเจน และที่สำคัญกว่านั้น โมเดลนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “เกราะป้องกันความเสี่ยง” เพราะพวกเขากลัวว่าหาก AI ที่ฉลาดล้ำเหนือมนุษย์นี้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเกิดผิดพลาด หรือตกไปอยู่ในเงื้อมมือของบริษัทเอกชนที่มุ่งแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว มันอาจนำมาซึ่งหายนะของมวลมนุษย์ได้ ดังนั้น เงินที่ไหลเข้ากระปุกเพื่อให้ทำการวิจัยล้วนแต่มาจากเงินบริจาค หรือเงินที่ระดมทุนได้กันเอง ซึ่งข้อมูลเปิดเผยว่าจนถึงปี 2019 ผ่านไปเกือบ 4 ปี เงินที่ระดมได้จริง ๆ ที่ OpenAI หาได้มีเพียง 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แม้ก่อนหน้านั้นจะคอมมิตไว้ว่าสามารถระดมทุนไปได้มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม โครงสร้างองค์กรของ OpenAI อาจเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ และถูกพูดถึงมากที่สุด เป็นสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพยายามหลอมรวม 2 สิ่งที่ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ไว้ด้วยกัน นั่นคือระหว่าง “ภารกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” กับ “การหาเงินทุนมหาศาล” ในช่วงที่บริษัทกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด โครงสร้างนี้ได้ผ่านการทดสอบอย่างหนักจนเกือบพังทลาย และก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในเรื่องธรรมาภิบาลขององค์กรภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของ OpenAI เกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อทีมผู้บริหารตระหนักชัดเจนแล้วว่าโมเดลองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรแบบเดิมนั้นไปต่อไม่ไหว เพราะองค์กรจำเป็นต้องใช้เงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทุ่มไปกับการเช่าใช้คลาวด์ขนาดใหญ่ และดึงดูดบุคลากรหัวกะทิเพื่อต่อกรกับคู่แข่งกระเป๋าหนัก ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินกว่าที่เงินบริจาคจะรองรับได้ เพื่อแก้ปัญหานี้ OpenAI จึงตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการตั้งบริษัทลูกที่แสวงหาผลกำไรได้ขึ้นมาในชื่อ OpenAI LP เพื่อเปิดรับเงินลงทุนจากภาคเอกชน การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้สร้างโมเดลลูกผสม ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยยังคงองค์กรดั้งเดิมที่ไม่แสวงหาผลกำไร ไว้ในฐานะบริษัทแม่ที่มีอำนาจควบคุมสูงสุด ซึ่งจะควบคุมผ่านการเป็นเจ้าของนิติบุคคลที่เป็นผู้จัดการ ที่จะเข้าไปกำกับดูแลบริษัทลูกที่แสวงหากำไรอีกทอดหนึ่ง โดยทั้ง 2 บริษัทแบ่งกันทำหน้าที่ดังนี้การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการระดมทุนในระดับแสนล้าน หรือแม้กระทั่งล้านล้าน ซึ่งทีมผู้บริหารเชื่อว่าจะต้องใช้ต้นทุนมหาศาลขนาดนั้นในการพัฒนา AGI ในขั้นต่อไป และอาจนำไปสู่การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ในอนาคต OpenAI ได้วางกลยุทธ์โมเดลรายได้ที่ซับซ้อนแต่ทรงประสิทธิภาพไว้หลายรูปแบบ โดยโมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดและสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้งานรายย่อยทั่วไป ไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก ปัจจุบัน OpenAI มีรายได้ต่อปีเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคม 2024 มาอยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนมิถุนายน 2025 โดยตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมรายได้ค่าลิขสิทธิ์โดยตรงจากพันธมิตรรายใหญ่อย่าง Microsoft และจากการเข้าลงทุนของ SoftBank เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวเป็นอีกแหล่งรายได้หลัก ที่เปิดให้นักพัฒนาและองค์กรต่าง ๆ จ่ายเงินเพื่อเข้าถึงโมเดล AI ของ OpenAI ทั้ง GPT-4, GPT-4o และ DALL-E 3 เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการของตัวเอง โดยรูปแบบการคิดค่าบริการเป็นแบบ Pay-as-you-Go หรือจ่ายตามปริมาณการใช้งาน ซึ่งวัดเป็นหน่วย “โทเคน” นั่นเองความร่วมมือกับ Microsoft คืออีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญทั้งด้านการค้าและการดำเนินงานของ OpenAI นับตั้งแต่การลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งแรกในปี 2019 และหากนับรวมที่ผ่านมาทั้งหมด Microsoft ได้ทุ่มเม็ดเงินให้ OpenAI ไปแล้วรวมประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ทำให้ Microsoft กลายเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัย โดยความสัมพันธ์นี้จะเป็นในลักษณะ “พึ่งพาอาศัย” กันอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังพัฒนาไปสู่สภาวะที่ซับซ้อนขึ้นที่เรียกว่า “Coopetition” หรือการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด แต่ก็แข่งขันกันโดยตรงในเวลาเดียวกันโดย Microsoft ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการคลาวด์แต่เพียงผู้เดียว ของ OpenAI เพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดลขนาดใหญ่และการโฮสต์ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึง ChatGPT ก็ล้วนแต่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มคลาวด์ Microsoft Azureความสัมพันธ์ทางการเงินนี้ไม่ใช่การลงทุนในหุ้นแบบทั่วไป แต่เป็นข้อตกลงแบ่งปันผลกำไรที่ซับซ้อน โดย Microsoft มีสิทธิในส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากของ OpenAI ซึ่งมีรายงานออกมาว่า ประมาณ 75% ในครั้งแรก และ 49% ในครั้งถัดไป จนกว่าจะได้รับเงินลงทุนคืนครบถ้วนและผลตอบแทนรวมถึงเพดานที่ตกลงกันไว้เป็นความลับ โดยโครงสร้างนี้ช่วยให้ผลประโยชน์ทางการเงินของ Microsoft สอดคล้องไปกับความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของ OpenAI โดยที่ OpenAI ยังสามารถดำเนินตามปรัชญาจำกัดเพดานกำไรอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ตามที่ OpenAI มีแผนจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทไปเป็น PBC ทาง Microsoft ก็เริ่มตั้งคำถามว่า หากทำแบบนั้นแล้ว Microsoft จะอยู่ตรงไหน เลยมีการขอเจรจาเขียนข้อตกลงขึ้นมาใหม่ โดย Financial Times เปิดเผยว่า หาก OpenAI ปรับไปเป็นองค์กรแสวงผลกำไร ทาง Microsoft เสนอที่จะลดสัดส่วนหุ้นในกิจการใหม่ เพื่อแลกกับสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ ๆ โดยมีข้อแม้ว่าสิทธินี้จะต้องอยู่ยาวจนเลยสัญญาปี 2030 ไปแล้ว การพัฒนาร่วมกันและการแข่งขัน โดย Microsoft ได้นำโมเดลของ OpenAI ไปผนวกรวมกับชุดผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ที่เด่นชัดที่สุดคือการเป็นขุมพลังให้ Microsoft 365 Copilot และฟีเจอร์ AI ใน Bing แต่ในขณะเดียวกันกลไกนี้ก็ทำให้ทั้งสองบริษัทกลายเป็นคู่แข่งกันโดยตรง เนื่องจากบริการ ChatGPT Enterprise ของ OpenAI เอง ก็แข่งขันกับบริการ Azure OpenAI Service ที่ Microsoft ขายตรงให้กับลูกค้าองค์กรกลุ่มเดียวกัน ก่อนจะจบบทความขอแถมเรื่องราวดราม่าของทั้ง 2 เจ้าพอแห่งวงการเทคไว้ด้วย ต้องขอพาย้อนกลับไปในช่วงตั้งไข่ของ OpenAI ภาพที่ทุกคนเห็นคือความยิ่งใหญ่ของสองพยัคฆ์ อย่าง Sam Altman และ Elon Musk ที่ทั้งสองได้ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดร่วมกัน เพื่อกุมทิศทางองค์กร จนทำให้ชื่อของ OpenAI ติดลมบนและดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่แล้วก็เกิดจุดแตกหักขึ้นในปี 2018 เมื่อ Elon Musk ประกาศขอลงจากตำแหน่ง และลาออกจากคณะกรรมการบริหาร โดยมีการประกาศออกสื่ออย่างเป็นทางการให้เหตุผลว่า ต้องการจะหลีกเลี่ยงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในอนาคต เพราะ Elon Musk ก็มีบริษัท Tesla อยู่ในมือและก็กำลังทุ่มสุดตัวพัฒนา AI สำหรับรถยนต์ไร้คนขับเช่นกัน แต่เรื่องจริงเบื้องหลังที่มีข่าวออกมาจากวงใน ภายหลัง Sam Altman ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนั้น Elon Musk เริ่มร้อนใจอย่างหนักที่เห็น OpenAI นั้นเดินเกมช้า และเสี่ยงที่จะถูกคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Google ทิ้งห่างไปไกล Musk จึงยื่นข้อเสนอต่อบอร์ดบริหารว่า ขอเข้ามาควบคุมองค์กรทั้งหมดด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้เร่งเครื่องทำโปรเจกต์ได้เต็มกำลัง และแน่นอนว่าบอร์ดบริหารได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว จนทำให้ Elon Musk ตัดสินใจโบกมือลา เดินออกจาก OpenAI ไปในที่สุด ปล่อยให้ Sam Altman คุมทัพ OpenAI แต่เพียงผู้เดียวมานับตั้งแต่นั้น เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนแปลงตัวบุคลากร แต่ยังเป็นความขัดแย้งในมุมมองต่อแนวทางหลักขององค์กร ที่จะสร้าง AGI ที่ปลอดภัย ซึ่งทั้งสองผู้บริหารมองค่อนข้างจะแตกต่างกัน โดยข้อเสนอของ Elon Musk สะท้อนแนวคิดที่ต้องการรวมศูนย์อำนาจ มีความเด็ดขาด และขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำเพียงคนเดียว ในขณะที่คณะกรรมการยังยึดมั่นในแนวทางที่เป็นอิสระ เน้นการทำงานร่วมกัน และใช้ความระมัดระวังมากกว่า “Sam Altman ไม่ได้สื่อสารกับคณะกรรมการอย่างตรงไปตรงมาเสมอไป ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของบอร์ดในการปฏิบัติหน้าที่” โดยบอร์ดบริหารมองว่า การขาดความโปร่งใสของซีอีโอ คือภัยคุกคามโดยตรงต่อความสามารถในการกำกับดูแล และท้ายที่สุดคือเป็นภัยต่อภารกิจหลักขององค์กร แต่แล้วการไล่ Sam Altman ออกครั้งนั้นกลับกลายเป็นชนวนที่ทำให้พนักงานกว่า 95% ของ OpenAI ร่วมลงนามในจดหมายขู่ว่าจะลาออกเพื่อตาม Sam Altman ไปทำงานกับ Microsoft ที่ได้ยื่นข้อเสนอจ้างงานทีมงานทั้งหมดในตอนนั้น

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

Thairath_News /  🏆 8. in TH

Chatgpt Sam Altman Artificial Intelligence Elon Musk AI Business Model AGI Non-Profit Organization AI Technology โครงสร้างบริษัท Openai องค์กรไม่แสวงผลกำไร โมเดลธุรกิจ โมเดลธุรกิจ Openai รายได้ Openai Capped-Profit Company AI Research Public Benefit Corporation AI Safety Research

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

Sam Altman เผย Elon Musk เคยบอกว่า ChatGPT ‘ห่วย–ไม่มีทางเวิร์ก’ แต่คำดูถูกกลับเป็นแรงผลักดันSam Altman เผย Elon Musk เคยบอกว่า ChatGPT ‘ห่วย–ไม่มีทางเวิร์ก’ แต่คำดูถูกกลับเป็นแรงผลักดันหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า Sam Altman ซีอีโอแห่ง OpenAI และ Elon Musk มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX เคยเป็น “พี่น้องร่วมรบ” กันมาก่อน
Read more »

Skynet มาแน่ ! วิจัยใหม่เผย AI พร้อม “แฉ-สังหาร-หักหลัง” มนุษย์ เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกปิดระบบSkynet มาแน่ ! วิจัยใหม่เผย AI พร้อม “แฉ-สังหาร-หักหลัง” มนุษย์ เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกปิดระบบAnthropic บริษัทวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชื่อดัง ผู้เป็นคู่แข่ง OpenAI และผู้อยู่เบื้องหลังโมเดล Claude ได้เผยผลการวิจัยใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้
Read more »

6 กูรูหุ้นถอดรหัสหุ้นน้องใหม่ ATLAS เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 5.20 บาท6 กูรูหุ้นถอดรหัสหุ้นน้องใหม่ ATLAS เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 5.20 บาท6 กูรูหุ้น ถอดรหัสหุ้นน้องใหม่ ATLAS พื้นฐานแกร่ง! โมเดลธุรกิจ LPG ครบวงจร คาดการณ์กำไรปี 68-69 เติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปี พร้อมเคาะราคาเป้าหมายปี 69 สูงสุดที่ 5.20 บาท/หุ้น
Read more »

‘โรงแรมนารายณ์’ พลิกโฉมสู่ ‘หทัย’ มิกซ์ยูสดีไซน์ล้ำแลนด์มาร์กใหม่ย่านสีลม‘โรงแรมนารายณ์’ พลิกโฉมสู่ ‘หทัย’ มิกซ์ยูสดีไซน์ล้ำแลนด์มาร์กใหม่ย่านสีลมนับตั้งแต่ “นารายณ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” เจ้าของ “โรงแรมนารายณ์” โรงแรมระดับตำนานย่านสีลม อายุ 54 ปี ประกาศปิดให้บริการเมื่อวันที่ 18 ก.พ.
Read more »

Meta เปิดศึกล่าหัวกะทิ ทำ Apple - OpenAI วุ่น มหากาพย์เสนอเงิน เสนองาน ใครมีคน คนนั้นชนะMeta เปิดศึกล่าหัวกะทิ ทำ Apple - OpenAI วุ่น มหากาพย์เสนอเงิน เสนองาน ใครมีคน คนนั้นชนะ'มหากาพย์ล่าคนเก่ง AI” สกัดคู่แข่ง ไม่ใช่เพราะขาดคน เพราะสนามนี้ “คนเก่งคือสินทรัพย์สูงสุด” ท่ามกลางศึกชิงบุคลากร AI ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ Apple - OpenAI สูญเสียหัวกะทิให้ Meta
Read more »

OpenAI เตรียมเปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google ChromeOpenAI เตรียมเปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ AI ท้าชน Google ChromeOpenAI เตรียมเปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์อัจฉริยะ เสริมพลังด้วย AI หวังเปลี่ยนประสบการณ์ท่องเว็บ ดึงข้อมูลผู้ใช้ชน Google Chrome โดยตรง
Read more »



Render Time: 2026-04-02 06:05:40