ติดตามข่าวเศรษฐกิจ หุ้น การเงิน และประเด็นน่าสนใจรอบโลกที่นี่
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดในวันอังคาร หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสงครามอิหร่านใกล้จะยุติลง ซึ่งทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก หลังจากในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,341.
51 จุด เพิ่มขึ้น 1,125.37 จุด หรือ +2.49%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,528.52 จุด เพิ่มขึ้น 184.80 จุด หรือ +2.91% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,590.63 จุด เพิ่มขึ้น 795.99 จุด หรือ +3.83% ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังจากหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาพร้อมที่จะยุติการโจมตีอิหร่าน แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดอยู่ เนื่องจากเขามองว่าการใช้กำลังบีบบังคับให้อิหร่านเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันดังกล่าว อาจทำให้สงครามยืดเยื้อไปจากกรอบเวลาที่เขากำหนดไว้ สื่อหลายสำนักรายงานล่าสุดว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน เปิดกว้างต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม หากมีการรับประกันตามเงื่อนไขของอิหร่าน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอิหร่านเคยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ในช่วงต้นเดือนมี.ค.ว่า"หนทางเดียวที่จะยุติสงครามนี้ ซึ่งถูกจุดชนวนโดยระบอบไซออนนิสต์และสหรัฐฯ คือการยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน การชดใช้ค่าเสียหาย และการมีหลักประกันระหว่างประเทศที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการรุกรานในอนาคต" ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าสงครามอิหร่านใกล้จะยุติลง หลังจากสงครามที่กินเวลานานนับเดือนได้ฉุดดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ร่วงลงอย่างหนักในเดือนมี.ค. เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะผลักดันราคาเชื้อเพลิงพุ่งขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ตลอดเดือนมี.ค. ดัชนี S&P500 ปรับตัวลง 5.1% ซึ่งเป็นสถิติรายเดือนที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 5.4% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 4.8% ส่วนตลอดไตรมาส 1/2569 ดัชนี S&P500 ร่วงลง 4.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลง 7.1% และดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 3.6% หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดบวกในวันอังคาร นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารทะยานขึ้น 4.4% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 4.24% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 1.1% ตามทิศทางราคาน้ำมัน หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 5.6%, หุ้น Alphabet พุ่งขึ้น 5.1% และหุ้น Meta Platforms ทะยานขึ้น 6.7% ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย พุ่งขึ้น 6.24% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี หุ้น CoreWeave ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติง ทะยานขึ้น 12% หลังจากบริษัทได้รับอนุมัติเงินกู้จำนวน 8.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่หุ้น Marvell Technology พุ่งขึ้น 12% หลังมีรายงานว่า Nvidia ทุ่มเงินลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ในบริษัท Marvell Technology หุ้น McCormick ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสชื่อดังของสหรัฐฯ ร่วงลง 6.1% หลังจากมีรายงานว่าบริษัท Unilever ได้ตกลงที่จะแยกหน่วยธุรกิจอาหารของทางบริษัท และจะควบรวมกิจการกับ McCormick ภายใต้ข้อตกลงทั้งในรูปเงินสดและหุ้น โดยมีการประเมินมูลค่าของ McCormick ไว้ที่ประมาณ 4.48 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 358,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 6.882 ล้านตำแหน่งในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2563 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 6.918 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.24 ล้านตำแหน่งในเดือนม.ค. ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หลังจากลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. นอกจากนี้ คาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% ในเดือนมี.ค.
