ธปท. ผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) เฉพาะกิจ พบภาคธุรกิจมองปัจจัยการเมืองกระทบการตัดสินใจลงทุนน้อย รอความชัดเจนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เฉพาะกิจ ระหว่างวันที่ 1-25 พฤษภาคม 2566 โดยมีหัวข้อ ได้แก่ ผลกระทบของการเลือกตั้งและการเมืองต่อการลงทุนของภาคธุรกิจในปี 2566 ประเมินภาวะการส่งออกของธุรกิจไตรมาสที่ 2 ปี 2566 เทื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ ระยะเวลาการให้เครดิต ของธุรกิจ โดยด้านผลกระทบของการเลือกตั้งและการเมืองต่อการลงทุนของภาคธุรกิจในปี 2566 พบว่า การเลือกตั้งและการเมืองส่งผลต่อการติดสินใจลงทุนของธุรกิจน้อย โดยธุรกิจส่วนใหญ่ทั้งในภาคการผลิตและภาคที่มิใช่การผลิตยังคงลงทุนตามแผนเดิม ซึ่งผู้ประกอบการจะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานก่อน อาทิ กำลังซื้อ การแข่งขัน และเงินทุน อย่างไรก็ตามมีธุรกิจส่วนหนึ่งเลื่อนแผนการลงทุน อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจการค้า และธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนและค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งหากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด ธุรกิจบางส่วนจะหันไปลงทุนใน Automation มากขึ้นหรืออาจชะลอการลงทุนในไทยแต่ไปเพิ่มการลงทุนในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่าแทน ด้านการประเมินภาวะส่งออกของธุรกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 โดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยมีหลายธุรกิจประเมินว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน อาทิ ธุรกิจผลิตเคมี ปิโตรเลียมและยางและพลาสติก ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ส่วนใหญ่จะขยายตัวเพียงเล็กน้อยไม่เกินร้อยละ 10 ตามคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้นและปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่ทยอยคลี่คลายลง อย่างไรก็ตามหลายธุรกิจคาดว่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เช่น ภาคการค้าและธุรกิจผลิตยานยนต์ ด้านระยะเวลาการให้เครดิต ของธุรกิจ พบว่า ระยะเวลาการให้เครดิตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยธุรกิจส่วนใหญ่ให้ระยะเวลาการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ มากกว่า 45 วัน ซึ่งนานกว่าธุรกิจการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนในกลุ่มบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะไม่มีการให้ Credit term แก่คู่ค้า.
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เฉพาะกิจ ระหว่างวันที่ 1-25 พฤษภาคม 2566 โดยมีหัวข้อ ได้แก่ ผลกระทบของการเลือกตั้งและการเมืองต่อการลงทุนของภาคธุรกิจในปี 2566 ประเมินภาวะการส่งออกของธุรกิจไตรมาสที่ 2 ปี 2566 เทื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ ระยะเวลาการให้เครดิต ของธุรกิจ โดยด้านผลกระทบของการเลือกตั้งและการเมืองต่อการลงทุนของภาคธุรกิจในปี 2566 พบว่า การเลือกตั้งและการเมืองส่งผลต่อการติดสินใจลงทุนของธุรกิจน้อย โดยธุรกิจส่วนใหญ่ทั้งในภาคการผลิตและภาคที่มิใช่การผลิตยังคงลงทุนตามแผนเดิม ซึ่งผู้ประกอบการจะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานก่อน อาทิ กำลังซื้อ การแข่งขัน และเงินทุน อย่างไรก็ตามมีธุรกิจส่วนหนึ่งเลื่อนแผนการลงทุน อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจการค้า และธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนและค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งหากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด ธุรกิจบางส่วนจะหันไปลงทุนใน Automation มากขึ้นหรืออาจชะลอการลงทุนในไทยแต่ไปเพิ่มการลงทุนในประเทศที่ค่าแรงต่ำกว่าแทน ด้านการประเมินภาวะส่งออกของธุรกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 โดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยมีหลายธุรกิจประเมินว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน อาทิ ธุรกิจผลิตเคมี ปิโตรเลียมและยางและพลาสติก ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ส่วนใหญ่จะขยายตัวเพียงเล็กน้อยไม่เกินร้อยละ 10 ตามคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้นและปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่ทยอยคลี่คลายลง อย่างไรก็ตามหลายธุรกิจคาดว่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 ปีนี้จะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เช่น ภาคการค้าและธุรกิจผลิตยานยนต์ ด้านระยะเวลาการให้เครดิต ของธุรกิจ พบว่า ระยะเวลาการให้เครดิตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยธุรกิจส่วนใหญ่ให้ระยะเวลาการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ มากกว่า 45 วัน ซึ่งนานกว่าธุรกิจการผลิตอื่นๆ นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนในกลุ่มบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะไม่มีการให้ Credit term แก่คู่ค้า
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
“สันติธาร เสถียรไทย” มองปรับ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ส่งผลทั้งบวก-ลบ แนะพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญ โจทย์-จังหวะ-เวลาดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทว่า ก่อนอื่นคงต้องขอออกตัวว่าส่วนตัวผมเห็นด้วยว่าการความเหลื่อมล้ำเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่ต้องรีบได้รับการแก้ไข
Read more »
