นายภราดร ปริศนานันทกุล เผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เตรียมเปิดสมัยวิสามัญเดือนธันวาคมเพื่อพิจารณาลงมติวาระสาม ก่อนปีใหม่ หวังให้ทันทำประชามติและเลือกตั้ง พร้อมเผยแนวทางหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาล
เมื่อเวลา 15.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในชั้น กมธ. โดยเฉพาะความเห็นต่างเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ว่า คิดว่าไม่มีปัญหา สำหรับเรื่อง ส.ส.ร. วันนี้ทุกคนเห็นตรงกันหมดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี 35 คน ยืนยันว่ามีแน่นอน ส่วนเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.
) ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเพียงนิดเดียว บางส่วนบอกว่ายังต้องมีอยู่บ้าง บางฝ่ายก็บอกว่าไม่ต้องมี เพราะมีกรรมการยกร่างอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงเจรจาเหตุเจรจาผล เมื่อถามว่า เรื่องที่มา ส.ส.ร.ที่มีข้อกังวลว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า พูดง่ายๆ ตามความต้องการของพรรคประชาชน คือต้องเข้าคูหาเลือกตั้ง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ก็มีการพูดคุยมากพอสมควร แม้ยังไม่เป็นมติ แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า เพื่อไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การตีความ จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าคูหาเลือกตั้ง แต่ให้มาทางอื่น เช่นตามร่างของพรรคภูมิใจไทย คือใครผู้ที่ประสงค์ที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ไปสมัครเข้ามาเอง และให้สมาชิกรัฐสภา 20 คน รวมตัวกันเลือก 1 คน ซึ่งเป็นวิธีตามร่างของพรรคประชาชน ถือเป็นการผสมกันระหว่างร่างของพรรคภูมิใจไทย และร่างของพรรคประชาชน แต่ก็ยังมีผู้ที่เห็นว่า ยังควรมีคูหาเลือกตั้งอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าท้ายสุดก็จะพูดคุยกันได้\เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสามารถทำทันพร้อมกับการทำประชามติเลือกตั้งหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่าขอเวลาก่อนทำประชามติ 75 วัน หรือช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 ซึ่ง กมธ.และรัฐสภา ยังพอมีเวลาทำงานได้อยู่ แม้จะไม่เปิดประชุมสมัยวิสามัญ แต่ความเห็นส่วนตัว หากจะเปิดสมัยวิสามัญ ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่เดือนพฤศจิกายน คงเป็นช่วงเดือนธันวาคม ก่อนเปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งอาจจะเป็นวันที่ 8-10 ธันวาคม เพื่อลงมติในวาระสาม หลังจากเสร็จสิ้นวาระ 15 วัน เพราะหากไม่เปิดสมัยวิสามัญ จะทำให้การลงมติวาระสาม เป็นช่วงหลังปีใหม่ แต่เราต้องการให้กันลงมติวาระสามก่อนปีใหม่ เมื่อถามว่า มีข้อกังวลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจไม่ผ่านเสียง ส.ว.ในวาระสาม นายภราดร กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่ง ส.ว.ห่วงประเด็นเรื่องห้ามแตะหมวด 1-2 รวมถึงการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการห้ามเลือกตั้งทางตรง ซึ่งในชั้น กมธ. เข้าใจในสิ่งที่ ส.ว.เป็นห่วง และอะไรที่เป็นปัญหา ก็เชื่อว่า กมธ.จะถอยกันคนละก้าว เพราะไม่เช่นนั้น เสียง ส.ว.อาจไม่ถึง 67 เสียง\การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการดำเนินการ การเจรจาต่อรองระหว่างฝ่ายต่างๆ และการพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ การที่ กมธ. พยายามหาทางออกที่ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และพยายามหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งทางตรง เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความพยายามที่จะหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การหาข้อสรุปในเรื่อง ส.ส.ร. และการได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว. การเปิดสมัยวิสามัญในเดือนธันวาคมเพื่อลงมติวาระสามแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อนปีใหม่ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการทำประชามติและการเลือกตั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย และความสำเร็จของการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความยืดหยุ่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง\นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ข้อเสนอของ 'ไอติม' ที่สนับสนุนให้ใช้บัตรเลือกตั้งแบบกาเบอร์เดียว เพื่อลดความสับสนในการเลือกตั้ง รวมถึงข้อเสนอของ 'โรม' ที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ และให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบา
แก้ไขรัฐธรรมนูญ สมัยวิสามัญ ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.ร. ศาลรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ประชามติ
