สื่อต่างประเทศเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อเลี้ยงเดี่ยวชาวยูเครน ที่ลูก 3 คนถูกพาตัวไปยังรัสเซีย และเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพาแก้วตาดวงใจกลับมา อ่านข่าว: PPTVHD36 PPTVNews ครบทุกข่าวเข้าใจคอกีฬา รัสเซีย ยูเครน รัสเซียยูเครน รัสเซียบุกยูเครน
นี่คือเรื่องราวของ เยฟเฮน เมเจวี พ่อเลี้ยงเดียววัย 40 ปีจากเมืองมาริอูปอล หนึ่งในเมืองของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครองไว้ได้ เขาเป็นหนึ่งในพ่อแม่ชาวยูเครนหลายพันคนที่ลูกถูกลักพาตัวและพสตัวไปรัสเซีย ซึ่งเป็นการบังคับเคลื่อนย้ายเด็กโดยมิชอบที่ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ ออกหมายจับประธานาธิบดีรัสเซียเมื่อวันที่ 17 มี.
ค. ที่ผ่านมา เมเจวีเล่าว่า เมื่อรัสเซียรุกรานยูเครนในปีที่แล้ว เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเครนอยู่ในเขตชานเมืองของมาริอูปอล “วันที่ถูกรุกราน ทันทีที่เริ่มได้ยินเสียงกระสุนปืน ความคิดแรกของผมคือ แมตวี ลูกชายของผมวัย 13 ปี และลูกสาวของผมสองคน ซเสียโตสลาวาวัย 9 ขวบ และโอเล็กซานดราวัย 7 ขวบ” เขาบอกว่า “ผมอยู่ที่ทำงานและรีบนั่งแท็กซี่กลับบ้านไปหาลูก ๆ เราใช้เวลา 2-3 วันต่อมาในการย้ายจากไปอยู่ในที่หลบภัย นอนกันบนฟูก ไม่มีน้ำและไฟฟ้า” จากนั้นมาริอูปอลก็ถูกกองทัพรัสเซียล้อมในเวลาไม่นาน “ผมไปโรงพยาบาลหมายเลข 4 ในมาริอูปอลทุกวัน เพื่อชาร์จโทรศัพท์และพาวเวอร์แบงก์” เขาเสริมว่า “หมอส่วนใหญ่ย้ายไปเกือบหมดแล้ว เหลือพยาบาลและแพทย์ฉุกเฉินเพียงไม่กี่คน อาสาสมัครบางคนบอกให้ผมกับลูก ๆ ย้ายไปที่หลุมหลบภัยของโรงพยาบาล ... ผมช่วยอาสาสมัครและพยาบาลขนย้ายศพ พอถุงบรรจุศพหมดและห้องเก็บศพเต็มความจุ เราก็ทำได้แค่เอาศพกองไว้ด้านหลังโรงพยาบาล” เมเจวีกับลูก ๆ อยู่ในหลุมหลบภัยของพยาบาลอย่างปลอดภัย แม้จพถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและเริ่มขาดแคลนอาหาร กระทั่งวันที่ 17 มี.ค. 2022 กองกำลังรัสเซียบุกทะลวงแนวป้องกันของเมืองได้สำเร็จ แมตวี ลูกชายของเมเจวีปลุกเขาขึ้นมาและบอกว่า “พ่อครับ มีทหารรัสเซียอยู่บนบันได...” เมเจวีเล่าว่า “ทหารบอกเราว่าเรามี 2 ทางเลือก คือจะไปกับพวกเขาดี ๆ หรือรอเจอกองกำลังจากเชชเนียที่จะตามมา เราเลือกที่จะไปกับพวกเขา พวกเขาพาเราไปที่วินโนฮาดเน หมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงใต้ของมาริอูปอล” เขาบอกว่า ที่นั่นมีคนหนุ่มสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาวและป้ายที่บอกว่า ‘เรารักรัสเซีย’ ออกมาทักทายเราและให้ความช่วยเหลือ “เราอยู่ที่นั่นพักหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่ง เราถูกพาตัวไปที่จุดตรวจค้น เจ้าหน้าที่รัสเซียเห็นบางอย่างในเอกสารของผม” ตั้งแต่ปี 2016-2019 เมเจวีเข้าประจำการในกองทัพยูเครนที่ฐานทัพในเมืองยาโวริฟ ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อรัสเซียเริ่มรุหรานยูเครน เขาก็รู้ตัวดีว่า กองทัพรัสเซียจะต้องออกตามหาและคุมขังทหารและอดีตทหารของยูเครนอย่างแน่นอน เขาจึงโยนเครื่องแบบทิ้ง และพยายามไม่ทิ้งร่องรอยที่จะบ่งบอกว่าเขาเคยอยู่ในกองทัพ แต่สุดท้ายก็ถูกรัสเซียจับได้ ทหารรัสเซียบอกเขาว่า “เราได้ตัวคุณแล้ว!” และแนะนำให้เขาหาคนคอยดูแลลูก ๆ ของเขา “ผมถามว่าผมจะถูกจับนานแค่ไหน? และพวกเขาก็บอกว่า: ‘อาจจะ 2 ชั่วโมงหรือ 7 ปีก็ได้’” เมเจวีขอให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยเดียวกันช่วยดูแลลูก ๆ ของเขาในขณะที่ทหารพาเขาไปที่ฐานเพื่อตรวจสอบบางอย่าง “ผมคิดว่าพวกเขาจะให้ผมอยู่ที่นั่นแค่ 2-3 ชั่วโมง แต่กลับกลายเป็นว่ามันนานกว่านั้นมาก” เมเจวีถูกย้ายไปยังเรือนจำใกล้กับเมืองโอเลนวินกาในภูมิภาคโดเนตสก์ ซึ่งที่นี่มีเชลยศึกชาวยูเครนถูกคุมตัวไว้จำนวนมาก เขาถูกคุมตัวไว้ที่นั่นประมาณ 45 วัน “เมื่อผมออกจากคุก สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือลูก ๆ หลังจากที่พวกเขาปล่อยผมออกจากโอเลนวินกา ผมไปที่เมืองโดเนตสก์ในวันที่ 26 พ.ค. เพื่อรับเอกสารต่าง ๆ คืน และค้นหาว่าลูก ๆ อยู่ที่ไหน” เมเจวีเล่า เขาสังเกตเห็นว่า สูติบัตรของลูก ๆ หายไป เมื่อเขาถามเจ้าหน้าที่รัสเซียว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้รับแจ้งว่าลูก ๆ ทั้ง 3 คนของเขาถูกพาตัวไปยัง “ค่าย” ในกรุงมอสโกของรัสเซีย มีรายงานว่า นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มขึ้น มีเด็กชาวยูเครนหลายพันรายถูกทหารรัสเซียนำตัวไปยัง “ค่าย” 43 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเข้าโครงการ “การศึกษาใหม่” ของรัสเซีย ค่ายดังกล่าวเป็นมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ให้การศึกษาเกี่ยวกับการทหารและปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติต่อประเทศรัสเซีย” ให้แก่เด็กยูเครน โดยจะดำเนินเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนนับตั้งแต่ถูกนำตัวมา ในตอนนั้น เมเจวีไม่มีเงินเหลือติดตัวเลย เขาหางานทำและพยายามติดต่อกับค่ายที่ลูก ๆ ของเขาถูกพาตัวไป แล้ววันหนึ่งในช่วงต้นเดือน มิ.ย. เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากแมตวี ลูกชายของเขา แมตวีบอกว่า “พ่อครับ มีคนบอกผมว่าค่ายกำลังจะปิดในอีก 5 วัน และเราต้องไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์หรือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า” นั่นทำให้เมเจวีรู้ตัวว่า เขาไม่มีเวลาหางานทำอีกแล้ว “ผมจำเป็นต้องเสี่ยงเดินทางไปรัสเซียและพาพวกเขาออกจากที่นั่นโดยเร็วที่สุด” เมเจวีเล่าต่อว่า “โชคดีมาก ที่มีอาสาสมัครช่วยพาผมไปมอสโก มันยากมากที่จะข้ามไปยังรัสเซียจากดินแดนที่ถูกยึดครอง และผมถูกสอบสวนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าผมจะติดคุกมาแล้ว 45 วัน และผมก็แค่อยากได้ตัวลูก ๆ คืน แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องนั้น แต่ในที่สุดผมก็ข้ามไปยังรัสเซียและขึ้นรถไฟไปมอสโกได้สำเร็จ” เมื่อเขามาถึงมอสโก เมจเวีได้รับการติดต่อจาก อเล็กเซย์ กาซาร์ยัน เจ้าหน้าที่รัสเซียที่ทำงานในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของเด็ก ซึ่งบอกเมเจวีว่า เขาไม่สนใจที่เมเจวีจะพาลูก ๆ ของเขากลับ แต่เขาจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานบริการสังคมของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ เสียก่อน เมเจวีได้พยายามวิ่งเต้นทุกทาง จนหัวหน้าฝ่ายบริการสังคม DNR เอเลนา ไมโบโรดา ได้โทรหากาซาร์ยันเพื่อแจ้งว่า พวกเขาจะอนุญาตให้พ่อไปรับลูก ๆ ของเขาคืนได้ และในวันที่ 20 มิ.ย. เวลาประมาณ 23.00 น. เมเจวีได้เดินทางมาถึงค่ายแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองของมอสโก “ผมตกใจมากเมื่อเห็นค่ายมีประตูขนาดใหญ่และทหารติดอาวุธ” เมเจวีถูกสอบปากคำโดยคนอย่างน้อย 5 คน รวมถึงกาซาร์ยัน นักจิตวิทยา พยาบาล และหัวหน้าค่าย และเขาต้องกรอกเอกสารหลายสิบฉบับ “จากนั้น ขณะที่ผมกำลังกรอกเอกสารฉบับสุดท้าย ผมได้ยินเสียงลูกสาวของผม และผมก็หยุด พวกเขาวิ่งเข้ามาและเรากอดกันเป็นเวลานาน หลังจากนั้น แมตวี บุตรชายของผมก็ตามเข้ามาด้วย” หลังจากได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง เมเจวีก็พาลูก ๆ ข้ามแดนไปยังลัตเวียด้วยความช่วยเหลือจากอาสาสมัคร เมเจวีพบว่า ก่อนที่เด็ก ๆ จะได้กลับมา แมตวี ลูกชายคนโตถูกรัสเซียบังคับให้ลงนามในเอกสารใบรับรองที่ขอให้ตัวเขาโอนสิทธิ์ในการดูแลของตัวเองและน้องสาวกลับไปหาบิดาได้ “เด็กอายุ 13 ปีต้องมาเขียนเรื่องไร้สาระนี้ ... เขาต้องลงนาม เด็กอายุ 13 ปี ลงนามในคำขอปกครองตนเองและน้องสาวของเขา ไร้สาระมาก แต่คุณรู้อะไรไหม? ผมไม่อยากคิดถึงมันอีกแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองและลูกต้องผ่านอะไรมาบ้าง แต่โชคดีที่ผมได้พวกเขากลับมา โชคดีที่ตอนนี้เราอยู่ด้วยกัน และนั่นคือทั้งหมดที่สำคัญ” เมื่อมีรายงานข่าวออกมาว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางไปเยือนมาริอูปอล เมเจวีถึงกับต้องพยายามซ่อนความโกรธของเขาไว้ เพราะมองว่าปูตินมีส่วนรับผิดชอบในการพาตัวลูก ๆ ทั้งสามของเขาไปยังรัสเซีย “ผมจะพูดอะไรเกี่ยวกับการเยือนเมืองมารีอูปอลของปูตินได้บ้าง ผมหวังว่ารถของเขาจะยางแบน เขาไม่ได้สำคัญอะไรกับผม และคนอีกครึ่งโลกต่างรู้ดีว่าเขาเป็นใคร” เมเจวีกล่าว
