ลิเวอร์พูลต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านจิตใจหลังเสียประตู ซึ่งส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีมอย่างมาก แม้จะสามารถเอาชนะสเปอร์สได้ แต่ชัยชนะครั้งนี้ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก และยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันที่รออยู่ข้างหน้า
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ ฤดูกาลนี้แชมป์เก่ามีปัญหาด้านจิตใจหลังเสียประตูจริง ๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สามารถรับมือกับมันได้เลย ยิ่งพยายามป้องกันไม่ให้เสียประตูมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นเท่านั้น บอลที่เคยเล่นง่ายกลายเป็นเรื่องยาก เป็นช่องโหว่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อเสียประตู สิ่งที่ตามมามักจะเป็นความโกลาหล เล่นแบบสะเปะสะปะ ตั้งหลักไม่ได้ ไม่ต้องคำนึงว่าผู้เล่นจะเหลือกี่คน เพราะทีมหงส์แดงพร้อมจะทิ้งความได้เปรียบไปอย่างง่ายดาย สเปอร์ส ที่มีผู้เล่น 10 คน
กลับไล่กดดันแชมป์เก่าอย่างไม่ย่อท้อ เป็นการต่อสู้ที่ดุดันและเลือดเข้าตาที่น่าประทับใจ จนทำให้แฟนบอลหลายคนอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า ทำไมคุณถึงไม่เล่นแบบนี้ตั้งแต่แรก ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 9 นาที ภาพความหายนะที่เอลแลนด์ โร้ด เมื่อสิบวันก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว ทดเวลาเท่ากัน.. มันเป็นเวลาที่มากพอที่จะสร้างความแตกต่างในความรู้สึกของนักเตะในสนาม ฝ่ายหนึ่งมีแรงฮึดเฮือกสุดท้ายที่จะไล่ตีเสมอ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งแข้งขากลับหนักอึ้ง เพราะต้องรับมือกับการบุกอย่างหนักตลอด 9 นาทีที่เหลืออยู่ ลิเวอร์พูลกำลังเสียหลักและมุ่งหน้าสู่หายนะ คนที่มากกว่ากลับไม่มีความหมาย ถูกกดดันจนตั้งรับไม่ทัน จนกระทั่ง คริสเตียน โรเมโร่ ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการยกเท้าเตะใส่ อิบราฮิมา โกนาเต้ จนได้รับใบเหลืองที่สองและถูกไล่ออกจากสนาม สเปอร์สเหลือผู้เล่น 9 คน แต่โมเมนตัมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง 9 คนยังคงบุกใส่ 11 คนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากตอนที่เหลือ 10 คน ราวกับว่าลิเวอร์พูลตั้งใจที่จะตั้งรับอย่างเดียว มันดูเหมือนการตั้งรับแบบหลับหูหลับตาด้วยความหวาดกลัว ไม่ใช่ภาพที่น่าจดจำเท่าไหร่ และลองจินตนาการดูว่า ถ้าพลาดเสียประตู 2-2 จริงๆ แฟนบอลจะโกรธขนาดไหน อาร์เน่อก็ยอมรับเช่นกัน เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวหลังเกมว่า ทดเวลา 9 นาที สเปอร์สครองบอลไปแล้ว 8 นาทีครึ่ง! นาทีนี้ความละเอียดอ่อนมีมาก สภาพจิตใจของนักเตะลิเวอร์พูลไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ เมื่อผลการแข่งขันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ประกอบกับฝันร้ายที่เคยเจอมาในฤดูกาลนี้ จากที่เคยกล้ากลับกลายเป็นไม่กล้า หัวใจพังได้ง่าย ๆ เมื่อเสียประตู ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลเคยนำ 2-0 แล้วถูกตีเสมอ 2-2 หลายครั้ง ทั้งในเกมที่ชนะบอร์นมัธ ชนะนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ชนะแอตเลติโก มาดริด และเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด..เมื่อรวมกับการแพ้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่เกมรุกไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แพ้ 9 จาก 12 เกมในทุกรายการ ยิ่งทำให้เกิดความกังวล ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ดูเหมือนจะกล้า ๆ กลัว ๆ เดินหน้าต่อไป สู่ช่วงเวลาที่ทีมเริ่มแพ้ยากขึ้น นับจากวันที่เละเทะที่สุด เมื่อถูก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น บุกมาถล่มถึงแอนฟิลด์ 1-4 การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นและการตัดสินใจของอาร์เน่อทำให้ทีมไม่แพ้ใครอีกเลยเป็นเวลา 6 นัดติดต่อกันแล้ว น่าเสียดายกับการเสมอซันเดอร์แลนด์ในบ้านตัวเอง และถูก ลีดส์ ยูไนเต็ด ยิงประตูตีเสมอ 3-3 ในช่วงทดเวลาที่เอลแลนด์ โร้ด แต่ชัยชนะเหนือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ลอนดอน สเตเดี้ยม เหนืออินเตอร์ มิลาน ที่จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า และเหนือไบรท์ตัน ที่แอนฟิลด์ ล้วนเป็นการชนะแบบไม่เสียประตูทั้งสิ้น กับเกมที่ชนะสเปอร์สในครั้งล่าสุด ไม่ใช่สามแต้มที่น่าประทับใจที่สุด ไม่ใช่ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็ยังเป็นชัยชนะในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง ลิเวอร์พูลก้าวเข้าสู่ช่วงบ็อกซิ่งเดย์ด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น ไม่แพ้ใครมา 6 เกมติดต่อกัน ลีดส์ ยูไนเต็ด (เหย้า) คืนวันพฤหัสฯ ที่ 1 ม.ค.3 เกมสำคัญก่อนภารกิจโหด.. ลงใต้ไปเยือน อาร์เซน่อล คืนวันพฤหัสฯ ที่ 8 ม.ค. ความเชื่อมั่นและความพร้อมในวันนั้นจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันใน 3 เกมที่รออยู่เช่นกั
ลิเวอร์พูล สเปอร์ส พรีเมียร์ลีก ปัญหาทางจิตใจ โมเมนตัม
