ปรับความคิดพิชิตการลงทุน... อ่านต่อ efinanceThai
ตั้งแต่เริ่มเป็น VI เมื่อเกือบ 30 ปี ก่อน ความคิดในการมองโลกของผมหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก แน่นอนว่าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยทันทีทุกอย่าง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ ในแบบของ “Evolution” หรือเป็น “วิวัฒนาการ” ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแบบแทบจะไม่รู้ตัวในช่วงแรก ๆ จนถึงจุดหนึ่งก็จะพบว่าตนเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก และต่อไปนี้ก็คือ ความคิด 3 เรื่องในการมองโลกที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อเริ่มหันมาเป็น “VI พันธุ์แท้”เรื่องแรกก็คือสิ่งที่ผมพูดมาบ่อย ๆ ว่าช่วย “เปลี่ยนชีวิต” ของผมมากที่สุด นั่นก็คือ การเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” โดยที่ “นักสู้” ก็คือคนที่ทุ่มเทความพยายามให้กับสิ่งที่ตนเองทำอย่าง “สุดกำลัง” เช่น ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จโดยเฉพาะจากการทำงานหาเงินและชื่อเสียง ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีหรือก่อนหน้านั้นคือระดับมัธยมศึกษา ผมก็มุ่งหน้าเรียนในสาขาวิชาที่จะ “ทำเงินมากที่สุด” ในช่วงเวลานั้น เมื่อเรียนจบก็เริ่มทำงานที่ให้รายได้ต่อเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ เมื่อเริ่มทำงานก็จะทำอย่างขยันขันแข็งและรับผิดชอบต่องานสูงมาก ทั้งหมดนั้นก็ทำให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นได้แค่ “วิศวกร” ที่เป็น “ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง” ของโรงงานรุ่นเก่าแบบที่มีปล่องควันและปล่อยมลพิษออกมาค่อนข้างมากการ “ต่อสู้” ต่อมาก็คือการปรับความรู้ให้สูงขึ้นและทำงานที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น คือกลายเป็น “นักการเงิน” ที่ให้บริการทำดีลให้กับลูกค้าที่มักจะเป็นธุรกิจรายใหญ่ที่สามารถเลือกใช้ผู้ให้บริการมากมาย การเป็น “นักสู้” ในธุรกิจนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้มากนักทั้ง ๆ ที่ต้องทำงาน “แทบตาย”เหตุผลก็เพราะปัจจัยที่จะทำให้ลูกค้าเลือกนั้น ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่เราเสนอเท่านั้น แต่เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ชื่อเสียงและประสบการณ์ของบริษัท ความสามารถของทีมงานที่ต้องเป็นระดับ “อินเตอร์” และเครือข่ายลูกค้าของบริษัท เป็นต้น ดังนั้น การเป็น “นักสู้” ของเราก็มีประโยชน์น้อยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเมื่อประสบกับวิกฤติตลาดหุ้นในปี 2540 ที่ทำให้ต้องตกงานและต้อง “เลือก” ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต ผมก็เลือกที่จะเป็น “นักลงทุนในตลาดหุ้น” และก็พบว่า ตนเอง “ทำได้ดีมาก” เหตุผลก็เพราะว่า “เรียนมามาก” และมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องของเงินตั้งแต่เด็ก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เห็นคุณค่าของเงิน เป็นคนประหยัดอดออม ชอบ “ค้าขายและทำธุรกิจ” ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เป็นคนที่ชอบทางด้านของการคิดแบบมีเหตุผล ในขณะที่ไม่เก่งทางด้านสังคมและภาษาและก็ไม่สนใจทำตามคนส่วนใหญ่ ทั้งหมดนั้น เป็น “จุดแข็ง” สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่นั้นมา ผมก็เปลี่ยนแปลงจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” ผมคิดว่าถ้าจะประสบความสำเร็จแบบที่ง่ายลงไปมากก็คือ เลือกเรื่องที่จะทำก่อน โดยวิเคราะห์ว่าเรามีจุดแข็งเพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นแล้วค่อย “สู้” ซึ่งประสบการณ์ของผมก็คือ เมื่อเราสู้ในสิ่งที่เรามีจุดแข็ง มีความได้เปรียบที่ยั่งยืน เราจะสู้อย่างสนุกและไม่เหนื่อยหรือท้อแท้ ซึ่งนั่นก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึงเรื่องที่สองของการปรับเปลี่ยนความคิดก็คือ “ชีวิตคือการต่อสู้” หรือ “การแข่งขัน” และคำว่า “ชีวิต” นี้ รวมไปถึงสัตว์หรือพืช รวมไปถึงชีวิตหลายชีวิตที่มารวมกันเป็นประเทศ เป็นองค์กรเช่น รัฐบาล วัดวาอาราม และที่สำคัญที่สุดในยุคของโลกสมัยใหม่ก็คือ บริษัท และไม่ว่าจะเป็นใครหรือหน่วยงานใด พวกเขาต่างก็กำลัง “แข่งขัน” กับ “คู่แข่ง” เพื่อที่จะ “ชนะ”แต่ในยามที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้อย่างชัดเจน เขาก็มักจะ “ร่วมมือ” คือเข้ามาสนับสนุนกันเป็น “กลุ่ม” โดยมีความเชื่อว่าการร่วมมือจะช่วยให้กลุ่มสามารถต่อสู้หรือแข่งขันเพื่อเอาชนะ “กลุ่มอื่น” ที่เป็น “คู่แข่ง” ได้การวิเคราะห์พฤติกรรมต่าง ๆ ของคนหรือองค์กรทางสังคม การเมือง หรือบริษัท นั้น ทุกครั้งผมก็จะมองก่อนว่า เขากำลังต่อสู้หรือแข่งขันกับใคร แต่ละฝ่ายมีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน และจุดแข็งหรือจุดอ่อนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายชนะในระยะยาว และก็เช่นเดียวกัน ผมก็มักจะมองว่า ในระยะสั้นนั้น บ่อยครั้งก็จะมีการ “ร่วมมือกัน” เพื่อที่จะต่อสู้กับอีกคนหนึ่งหรืออีกกลุ่มหนึ่งก่อนรูปแบบพฤติกรรมการร่วมมือและการแข่งขันนั้น เห็นได้ชัดในทางการเมือง ตัวอย่างเช่น ในอดีตนั้น จีนร่วมมือกับโซเวียตรัสเซียเพื่อต้านหรือแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อโซเวียตเริ่ม “แพ้” จีนกลับมาร่วมมือกับอเมริกาตั้งแต่ยุคเติ้งเสี่ยวผิง จนถึงปัจจุบันที่จีนพัฒนามาจนถึงจุดที่ใกล้เคียงกับอเมริกาก็กลายเป็นว่าคู่ต่อสู้ของจีนก็คืออเมริกา และรัสเซียก็กลับมาร่วมมือกับจีน เพราะรัสเซียนั้นไม่สามารถเอาชนะอเมริกาได้แล้วการจัดตั้งรัฐบาลของไทยในช่วงนี้เองนั้น ถ้าจะมองไปก็สามารถใช้รูปแบบหรือโมเดลของการแข่งขันและการร่วมมือดังกล่าวได้ และถ้าวิเคราะห์ให้ดีผมก็พอจะมองออกว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไรตั้งแต่วันเลือกตั้งเสร็จ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่อยากที่จะพูดถึงในบทความนี้ ซึ่งเน้นเฉพาะวิธีคิดที่อาจจะนำมาใช้ในเรื่องของการลงทุนได้ข้อสรุปของผมก็คือ ถ้าเราจะวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตหรือคนหรือกลุ่มคน เช่น บริษัท เราจำเป็นต้องหาว่าใครคือคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้ อย่าเชื่อคำพูดที่ว่า “เราไม่มีคู่แข่ง” หรือเรา “ไม่แข่งกับใคร” หรือแม้แต่ “เราแข่งกับตัวเอง” เพราะความเป็นจริงอาจจะเป็นว่าเราแข่งกับคนหรือบริษัททั้งโลกที่อาจจะอยู่นอกประเทศไทย—และเราไม่รู้เช่นเดียวกับเรื่องการกระทำหรือนโยบายของประเทศไทยที่นักการเมืองบางคนอาจจะคิดว่าเราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่จะพัฒนาประเทศหรือดึงชาวต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุน แต่ไม่เคยคิดว่าคู่แข่งของไทยคือใครและเขาได้เปรียบหรือเสียเปรียบเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะแพ้หรือชนะในการทำอย่างนั้น คำตอบของผมก็คือ เราแพ้แน่ และคนที่จะชนะก็อาจจะเป็นเวียดนามหรืออินโดนีเซีย เป็นต้น อาจจะเพราะพวกเขาคิดว่าใครคือคู่แข่งและจะเอาชนะได้อย่างไรแนวความคิดเรื่องที่ 3 ที่ผมคิดว่าสำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของการเลือกหุ้นหรือธุรกิจหรืออะไรก็ตามเพื่อลงทุน นั่นก็คือ คำกล่าวที่ว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่จริง ๆ แล้วที่ถูกต้องกว่าน่าจะเป็น “ของฟรีไม่ค่อยมีในโลก” ความหมายของคำนี้ในทางการเงินแล้วก็คือ ของทุกอย่างจะได้มาต้องมี “ต้นทุน” ที่จะต้องจ่ายเสมอ ของบางอย่างที่เราคิดว่าได้มาโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลยนั้น จริง ๆ ก็มีต้นทุนที่ซ่อนไว้โดยเราอาจจะไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น เราได้ดูทีวี “ฟรี” แต่ที่จริงเรามักจะต้องดูโฆษณาซึ่งต้องเสียเวลาและจริง ๆ ก็คิดเป็น “ต้นทุน” ได้ถ้าจะพูดถึงเรื่องการลงทุน เช่น ในตลาดหุ้น คำว่าผลตอบแทนที่เราได้นั้น ต้องมีต้นทุนอยู่แล้วคือค่าของเงินหรือคือดอกเบี้ยที่เราจะต้องเสียอยู่แล้ว และยังมีต้นทุนอีกตัวหนึ่งก็คือ เรื่องของ “ความเสี่ยง” ที่เราจะต้องรับ ซึ่งปกตินั้น ผลตอบแทนที่ได้ก็จะ “สมน้ำสมเนื้อ” อาจจะประมาณ 6-7% ต่อปีในช่วงนี้ แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่าตนเองนั้นสามารถทำได้ 20% ต่อปีโดยการเทรดหุ้นที่ยอดเยี่ยม ซึ่งส่วนต่างระหว่าง 20% กับ 7% คือ 13% ก็จะเป็น “ของฟรี”แต่นักวิชาการที่ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจริง ๆ อาจจะพบว่า ที่ได้ 20% นั้น เป็นเรื่องฟลุ๊คและเกิดขึ้นบางปี แต่ถ้ามองระยะยาว ที่ว่าได้ 20% นั้น ไม่จริง บ่อยครั้งโดยเฉลี่ยแล้วได้น้อยกว่า 7% ต่อปี ด้วยซ้ำ ถ้าดูจากข้อมูลของประเทศไทยเอง ก็มีช่วงที่ดีกว่าปกติและแย่กว่าปกติมาก แต่คนที่อยู่ในช่วงดี อาจจะเป็น 10 ปีเลย ก็จะพูดว่าเขาได้เงินจากตลาดปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์และแน่นอน เป็นเพราะ “ฝีมือ” ไม่มีคำว่าฟลุ๊คแต่เรื่องนี้ผมคิดว่าเราคงต้อง “ฟังหูไว้หู” รอดูไปอีก 10 ปีหรือมากกว่านั้น แล้วก็จะรู้ว่าความจริงคืออะไร อย่ามองการลงทุนในหุ้นว่าเป็นเรื่องที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มหาศาลและความเสี่ยงน้อย ประสบการณ์ในตลาดหุ้นสหรัฐที่ยาวนานเป็น 100 ปีนั้น คนที่ทำได้มีแค่หยิบมือเดียวและก็พูดซ้ำทุกวันคือวอเร็น บัฟเฟตต์ กับเซียนนักเก็งกำไรบันลือโลก เช่น เจสซี่ ลิเวอร์มอร์.
ตั้งแต่เริ่มเป็น VI เมื่อเกือบ 30 ปี ก่อน ความคิดในการมองโลกของผมหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก แน่นอนว่าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยทันทีทุกอย่าง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ ในแบบของ “Evolution” หรือเป็น “วิวัฒนาการ” ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแบบแทบจะไม่รู้ตัวในช่วงแรก ๆ จนถึงจุดหนึ่งก็จะพบว่าตนเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก และต่อไปนี้ก็คือ ความคิด 3 เรื่องในการมองโลกที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อเริ่มหันมาเป็น “VI พันธุ์แท้”เรื่องแรกก็คือสิ่งที่ผมพูดมาบ่อย ๆ ว่าช่วย “เปลี่ยนชีวิต” ของผมมากที่สุด นั่นก็คือ การเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” โดยที่ “นักสู้” ก็คือคนที่ทุ่มเทความพยายามให้กับสิ่งที่ตนเองทำอย่าง “สุดกำลัง” เช่น ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จโดยเฉพาะจากการทำงานหาเงินและชื่อเสียง ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีหรือก่อนหน้านั้นคือระดับมัธยมศึกษา ผมก็มุ่งหน้าเรียนในสาขาวิชาที่จะ “ทำเงินมากที่สุด” ในช่วงเวลานั้น เมื่อเรียนจบก็เริ่มทำงานที่ให้รายได้ต่อเดือนสูงสุดเท่าที่จะหาได้ เมื่อเริ่มทำงานก็จะทำอย่างขยันขันแข็งและรับผิดชอบต่องานสูงมาก ทั้งหมดนั้นก็ทำให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นได้แค่ “วิศวกร” ที่เป็น “ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง” ของโรงงานรุ่นเก่าแบบที่มีปล่องควันและปล่อยมลพิษออกมาค่อนข้างมากการ “ต่อสู้” ต่อมาก็คือการปรับความรู้ให้สูงขึ้นและทำงานที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น คือกลายเป็น “นักการเงิน” ที่ให้บริการทำดีลให้กับลูกค้าที่มักจะเป็นธุรกิจรายใหญ่ที่สามารถเลือกใช้ผู้ให้บริการมากมาย การเป็น “นักสู้” ในธุรกิจนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้มากนักทั้ง ๆ ที่ต้องทำงาน “แทบตาย”เหตุผลก็เพราะปัจจัยที่จะทำให้ลูกค้าเลือกนั้น ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่เราเสนอเท่านั้น แต่เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ชื่อเสียงและประสบการณ์ของบริษัท ความสามารถของทีมงานที่ต้องเป็นระดับ “อินเตอร์” และเครือข่ายลูกค้าของบริษัท เป็นต้น ดังนั้น การเป็น “นักสู้” ของเราก็มีประโยชน์น้อยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเมื่อประสบกับวิกฤติตลาดหุ้นในปี 2540 ที่ทำให้ต้องตกงานและต้อง “เลือก” ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต ผมก็เลือกที่จะเป็น “นักลงทุนในตลาดหุ้น” และก็พบว่า ตนเอง “ทำได้ดีมาก” เหตุผลก็เพราะว่า “เรียนมามาก” และมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องของเงินตั้งแต่เด็ก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เห็นคุณค่าของเงิน เป็นคนประหยัดอดออม ชอบ “ค้าขายและทำธุรกิจ” ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เป็นคนที่ชอบทางด้านของการคิดแบบมีเหตุผล ในขณะที่ไม่เก่งทางด้านสังคมและภาษาและก็ไม่สนใจทำตามคนส่วนใหญ่ ทั้งหมดนั้น เป็น “จุดแข็ง” สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่นั้นมา ผมก็เปลี่ยนแปลงจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” ผมคิดว่าถ้าจะประสบความสำเร็จแบบที่ง่ายลงไปมากก็คือ เลือกเรื่องที่จะทำก่อน โดยวิเคราะห์ว่าเรามีจุดแข็งเพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นแล้วค่อย “สู้” ซึ่งประสบการณ์ของผมก็คือ เมื่อเราสู้ในสิ่งที่เรามีจุดแข็ง มีความได้เปรียบที่ยั่งยืน เราจะสู้อย่างสนุกและไม่เหนื่อยหรือท้อแท้ ซึ่งนั่นก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึงเรื่องที่สองของการปรับเปลี่ยนความคิดก็คือ “ชีวิตคือการต่อสู้” หรือ “การแข่งขัน” และคำว่า “ชีวิต” นี้ รวมไปถึงสัตว์หรือพืช รวมไปถึงชีวิตหลายชีวิตที่มารวมกันเป็นประเทศ เป็นองค์กรเช่น รัฐบาล วัดวาอาราม และที่สำคัญที่สุดในยุคของโลกสมัยใหม่ก็คือ บริษัท และไม่ว่าจะเป็นใครหรือหน่วยงานใด พวกเขาต่างก็กำลัง “แข่งขัน” กับ “คู่แข่ง” เพื่อที่จะ “ชนะ”แต่ในยามที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้อย่างชัดเจน เขาก็มักจะ “ร่วมมือ” คือเข้ามาสนับสนุนกันเป็น “กลุ่ม” โดยมีความเชื่อว่าการร่วมมือจะช่วยให้กลุ่มสามารถต่อสู้หรือแข่งขันเพื่อเอาชนะ “กลุ่มอื่น” ที่เป็น “คู่แข่ง” ได้การวิเคราะห์พฤติกรรมต่าง ๆ ของคนหรือองค์กรทางสังคม การเมือง หรือบริษัท นั้น ทุกครั้งผมก็จะมองก่อนว่า เขากำลังต่อสู้หรือแข่งขันกับใคร แต่ละฝ่ายมีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน และจุดแข็งหรือจุดอ่อนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายชนะในระยะยาว และก็เช่นเดียวกัน ผมก็มักจะมองว่า ในระยะสั้นนั้น บ่อยครั้งก็จะมีการ “ร่วมมือกัน” เพื่อที่จะต่อสู้กับอีกคนหนึ่งหรืออีกกลุ่มหนึ่งก่อนรูปแบบพฤติกรรมการร่วมมือและการแข่งขันนั้น เห็นได้ชัดในทางการเมือง ตัวอย่างเช่น ในอดีตนั้น จีนร่วมมือกับโซเวียตรัสเซียเพื่อต้านหรือแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อโซเวียตเริ่ม “แพ้” จีนกลับมาร่วมมือกับอเมริกาตั้งแต่ยุคเติ้งเสี่ยวผิง จนถึงปัจจุบันที่จีนพัฒนามาจนถึงจุดที่ใกล้เคียงกับอเมริกาก็กลายเป็นว่าคู่ต่อสู้ของจีนก็คืออเมริกา และรัสเซียก็กลับมาร่วมมือกับจีน เพราะรัสเซียนั้นไม่สามารถเอาชนะอเมริกาได้แล้วการจัดตั้งรัฐบาลของไทยในช่วงนี้เองนั้น ถ้าจะมองไปก็สามารถใช้รูปแบบหรือโมเดลของการแข่งขันและการร่วมมือดังกล่าวได้ และถ้าวิเคราะห์ให้ดีผมก็พอจะมองออกว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไรตั้งแต่วันเลือกตั้งเสร็จ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่อยากที่จะพูดถึงในบทความนี้ ซึ่งเน้นเฉพาะวิธีคิดที่อาจจะนำมาใช้ในเรื่องของการลงทุนได้ข้อสรุปของผมก็คือ ถ้าเราจะวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตหรือคนหรือกลุ่มคน เช่น บริษัท เราจำเป็นต้องหาว่าใครคือคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้ อย่าเชื่อคำพูดที่ว่า “เราไม่มีคู่แข่ง” หรือเรา “ไม่แข่งกับใคร” หรือแม้แต่ “เราแข่งกับตัวเอง” เพราะความเป็นจริงอาจจะเป็นว่าเราแข่งกับคนหรือบริษัททั้งโลกที่อาจจะอยู่นอกประเทศไทย—และเราไม่รู้เช่นเดียวกับเรื่องการกระทำหรือนโยบายของประเทศไทยที่นักการเมืองบางคนอาจจะคิดว่าเราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่จะพัฒนาประเทศหรือดึงชาวต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุน แต่ไม่เคยคิดว่าคู่แข่งของไทยคือใครและเขาได้เปรียบหรือเสียเปรียบเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะแพ้หรือชนะในการทำอย่างนั้น คำตอบของผมก็คือ เราแพ้แน่ และคนที่จะชนะก็อาจจะเป็นเวียดนามหรืออินโดนีเซีย เป็นต้น อาจจะเพราะพวกเขาคิดว่าใครคือคู่แข่งและจะเอาชนะได้อย่างไรแนวความคิดเรื่องที่ 3 ที่ผมคิดว่าสำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของการเลือกหุ้นหรือธุรกิจหรืออะไรก็ตามเพื่อลงทุน นั่นก็คือ คำกล่าวที่ว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่จริง ๆ แล้วที่ถูกต้องกว่าน่าจะเป็น “ของฟรีไม่ค่อยมีในโลก” ความหมายของคำนี้ในทางการเงินแล้วก็คือ ของทุกอย่างจะได้มาต้องมี “ต้นทุน” ที่จะต้องจ่ายเสมอ ของบางอย่างที่เราคิดว่าได้มาโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลยนั้น จริง ๆ ก็มีต้นทุนที่ซ่อนไว้โดยเราอาจจะไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น เราได้ดูทีวี “ฟรี” แต่ที่จริงเรามักจะต้องดูโฆษณาซึ่งต้องเสียเวลาและจริง ๆ ก็คิดเป็น “ต้นทุน” ได้ถ้าจะพูดถึงเรื่องการลงทุน เช่น ในตลาดหุ้น คำว่าผลตอบแทนที่เราได้นั้น ต้องมีต้นทุนอยู่แล้วคือค่าของเงินหรือคือดอกเบี้ยที่เราจะต้องเสียอยู่แล้ว และยังมีต้นทุนอีกตัวหนึ่งก็คือ เรื่องของ “ความเสี่ยง” ที่เราจะต้องรับ ซึ่งปกตินั้น ผลตอบแทนที่ได้ก็จะ “สมน้ำสมเนื้อ” อาจจะประมาณ 6-7% ต่อปีในช่วงนี้ แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่าตนเองนั้นสามารถทำได้ 20% ต่อปีโดยการเทรดหุ้นที่ยอดเยี่ยม ซึ่งส่วนต่างระหว่าง 20% กับ 7% คือ 13% ก็จะเป็น “ของฟรี”แต่นักวิชาการที่ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจริง ๆ อาจจะพบว่า ที่ได้ 20% นั้น เป็นเรื่องฟลุ๊คและเกิดขึ้นบางปี แต่ถ้ามองระยะยาว ที่ว่าได้ 20% นั้น ไม่จริง บ่อยครั้งโดยเฉลี่ยแล้วได้น้อยกว่า 7% ต่อปี ด้วยซ้ำ ถ้าดูจากข้อมูลของประเทศไทยเอง ก็มีช่วงที่ดีกว่าปกติและแย่กว่าปกติมาก แต่คนที่อยู่ในช่วงดี อาจจะเป็น 10 ปีเลย ก็จะพูดว่าเขาได้เงินจากตลาดปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์และแน่นอน เป็นเพราะ “ฝีมือ” ไม่มีคำว่าฟลุ๊คแต่เรื่องนี้ผมคิดว่าเราคงต้อง “ฟังหูไว้หู” รอดูไปอีก 10 ปีหรือมากกว่านั้น แล้วก็จะรู้ว่าความจริงคืออะไร อย่ามองการลงทุนในหุ้นว่าเป็นเรื่องที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มหาศาลและความเสี่ยงน้อย ประสบการณ์ในตลาดหุ้นสหรัฐที่ยาวนานเป็น 100 ปีนั้น คนที่ทำได้มีแค่หยิบมือเดียวและก็พูดซ้ำทุกวันคือวอเร็น บัฟเฟตต์ กับเซียนนักเก็งกำไรบันลือโลก เช่น เจสซี่ ลิเวอร์มอร์
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ดร.นิเวศน์ ชี้ทางรวย : เส้นทางสู่ความมั่งคั่งในชีวิตของนักลงทุนรุ่นใหม่กูรู VI 'ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร' เปิดกลยุทธ์ 'เส้นทางสู่ความมั่งคั่งในชีวิตของนักลงทุนรุ่นใหม่” กับคัมภีร์ 'ตะเกียงวิเศษ 3 ดวง' มีอะไรบ้าง อยากรวยต้องคลิกอ่าน
Read more »
ตลาดหุ้นกับรัฐบาล : ดัชนีตลาดหุ้นจะขึ้น-ลง ขึ้นกับรัฐบาลแบบไหนตลาดหุ้นไทยชอบรัฐบาลแบบไหน เพราะดัชนีตลาดหุ้นจะ'ขึ้น-ลง'ขึ้นกับรัฐบาลเป็นสำคัญ กูรูวีไอ'ดร.นิเวศน์'ยกกรณีศึกษาเทียบรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะช่วงมีนายกรัฐมนตรีอยู่เกิน 2 ปี มีผลต่อตลาดหุ้นอย่างไร หุ้นไทย ฐานเศรษฐกิจ
Read more »
หุ้นสุดยอด…หายนะโลกในมุมมองของ Value Investorดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรหุ้นสุดยอด…หายนะช่วงเร็วๆนี้ เราได้พบเห็นหุ้นที่ “เคยดีมาก” คือราคาเคยขึ้นไปอย่างรวดเร็ว...
Read more »
ย้อนอดีตคดีที่ถูกลืม! เมื่อฆาตกรต่อเนื่องวางแผนสังหารเหยื่อผ่านตู้ขายน้ำอัตโนมัติ | เดลินิวส์เมื่อเกือบ 40 ปี ก่อน ชาวญี่ปุ่น 12 คน ตกเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุมาจากเครื่องดื่มที่ซื้อผ่านตู้ขายอัตโนมัติ และฆาตกรของคดีนี้ ก็ยังคงเป็นบุคคลลึกลับที่ไม่มีใครหาตัวเจอ ฆาตกรต่อเนื่อง ญี่ปุ่น เดลินิวส์
Read more »
ประเมินกลยุทธ์ VIโลกในมุมมองของ Value Investorดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรประเมินกลยุทธ์ VIในช่วง 4-5 ที่ผ่านมานี้ การลงทุนในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะยากขึ้นทุกที ไม่ใช่เพราะว่าดัชนีหุ้...
Read more »
