ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ชายแดน แม้เพิ่งมีการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพร่วมกัน นายกฯ อนุทิน สั่งระงับปฏิญญาและยุติการส่งเชลยศึก
ปฏิญญาสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ขาดสะบั้นแล้วเรียบร้อย หลังล่าสุดเกิดเหตุการณ์ทหารไทย 4 นายเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี 1 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสข้อเท้าขวาขาด เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งการตรวจสอบชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ในเขตไทย จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะเทือนถึงรัฐบาลและกองทัพไทยอีกครั้ง หลังเพิ่งมีพิธีลงนามถ้อยแถลงร่วม ไทย-กัมพูชา ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ประเทศมาเลเซีย หลังพิธีลงนามดังกล่าวที่ถูกจับจ้องจากทั่วโลก ดูเหมือนความสัมพันธ์ของไทยและกัมพูชาจะเริ่มคงที่ ไม่มีสถานการณ์ที่ตึงเครียดและเลวร้ายไปกว่าเดิม จนถึงขั้นต้องเปิดสนามรบกันอีกครั้ง แต่ทว่าในวันที่ 10 พฤศจิกายน เมื่อทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนบาดเจ็บสาหัส นายกฯ อนุทิน ผู้นำไทยแอ็กชันทันที ตัดสินใจพิจารณาระงับ ปฏิญญาสันติภาพ โดยเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไฟเขียวระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาไว้ก่อนทั้งหมดทุกข้อ และยุติการส่งเชลยศึก 18 คนให้กับกัมพูชา และยืนยันจะดำเนินการจนกว่ากองทัพไทยจะเห็นว่ากัมพูชาไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อไทย พร้อมลั่นสันติภาพมันจบลงแล้ว และหลังการถก สมช.
นายอนุทินได้บินด่วนไปจังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นฐานปฏิบัติการอินทุมาน หรือภูมะเขือ เยี่ยมทหารแนวหน้า พร้อมยืนร้องเพลงเคารพธงชาติบนยอดภูมะเขือร่วมกับกำลังพล ปลุกความรักชาติเคียงข้างทหารไทยกึกก้อง ก่อนไปเยี่ยม 4 ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ที่นายกฯ อนุทินถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อเจอกับทหารที่ต้องสูญเสียข้อเท้าจากเหตุกับระเบิดดังกล่าวในฐานะรัฐบาลที่เป็นคนลงนามในปฏิญญาก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ณ ขณะนี้ 4 ข้อในปฏิญญา ประเทศไทยไม่ปฏิบัติแล้ว และจะกำหนดการดำเนินการของตัวเอง โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนข้อกำหนดต่างๆ และการดำเนินการของกองทัพอย่างเต็มที่ขณะเดียวกันนายอนุทินยังสั่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความรู้และเตรียมความพร้อมประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยหากเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้น ขณะที่ในส่วนของกองทัพ นายกฯ หนูยืนยันว่าส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลในการที่ไทยจะถูกสหรัฐอเมริกาบีบเรื่องกำแพงภาษีอีกครั้งนั้น วันนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ได้โชว์ภาวะผู้นำ ยืนยันยึดผลประโยชน์ประเทศไทย และคนไทยต้องปลอดภัย ไม่สนภาษีแล้ว พร้อมเดินหน้าเปิดตลาดใหม่กับหลายๆ ประเทศได้ โดยนายอนุทินย้ำชัดประเด็นนี้ในเวทีการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ที่มีทั้ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และต่อหน้าเหล่าทัพ และนักเรียน วปอ.อย่างหนักแน่นว่า “วันนี้ประเทศไทยต้องยึดผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนคนไทยเท่านั้น ตรงนี้มีความชัดเจนแล้ว ผมจึงบอกว่าเดี๋ยวเจรจาการค้าภาษีเป็นอย่างไร ไม่สนแล้ว หากขายประเทศนี้ไม่ได้ ก็ไปหาประเทศอื่น ภาคเอกชนต้องช่วยกัน เราจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับประเทศประเทศเดียวได้อย่างไร ภาคเอกชนเข้าใจเรื่องนี้ดี ส่วนนี้ปิดไปไม่เป็นไร ไปหาที่อื่นได้ ใช้ภาษีมากดดันเราก็ไม่เป็นไร เพราะประเทศอื่นก็โดนผลกระทบเรื่องภาษีเหมือนกัน เราต้องมานั่งคุยกันเอง หากภาษีสูงมากจนถึง 100% ท้ายที่สุดผู้เดือดร้อนก็คือผู้ซื้อ เราเป็นผู้ผลิตเราก็ต้องหันมาซื้อของในบ้านเราให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราต้องอยู่ให้ได้ในยุคที่สร้างศักยภาพให้กับตนเอง" ณ วันนี้ถือว่าภาวะผู้นำประเทศของนายอนุทินอยู่ในการจับจ้องของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเสียงส่วนใหญ่ในสังคมเห็นด้วยกับการระงับปฏิญญาดังกล่าวเพื่อเป็นยาแรงในการแก้ไขปัญหา แม้มีบางเสียงที่เห็นต่างบ้าง อย่าง“เลิกปฏิญญาสันติภาพ ระวังเข้าทางเขมร เมื่อผลการประชุมของ สมช.ออกมาเช่นนี้ เข้าใจได้ว่าต้องการจะเปิดทางให้ฝ่ายกองทัพได้มีการปฏิบัติการตอบโต้ ปกป้องอธิปไตยของไทย แต่ไม่อยากให้การยกเลิกปฏิญญาสันติภาพฉบับนี้แบบถาวร ซึ่งอาจจะเข้าทางประเทศกัมพูชาได้ เพราะในสาระสำคัญมี 2 ข้อที่ฝ่ายกัมพูชาบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมตกลงกับฝ่ายไทยคือ การปราบแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กับการร่วมกันกู้ทุ่นระเบิด แต่ในปฏิญญาสันติภาพ กัมพูชาได้ยินยอมลงนาม ซึ่งเห็นได้ว่าในปฏิญญาสันติภาพ ยังมีประโยชน์กับไทย ถ้ารัฐบาลและ สมช.จะระงับการใช้ชั่วคราว เพื่อให้ผ่านสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ไปก่อน หลังจากนั้นก็ควรจะรื้อฟื้นนำมาบังคับใช้ใหม่” อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่สถานการณ์ประเทศไทยอยู่ในช่วงเสมือนหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลและนายกฯ อนุทินอยู่บนความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่รัฐบาลนายอนุทินเองก็เปรียบเสมือนรัฐบาลที่เข้ามาทำงานเพียงชั่วคราวในเวลาสั้นๆ แค่ 4 เดือน กับภาระที่ยิ่งใหญ่ และเป็นงานหินในมือที่ต้องจัดการในเวลาจำกัด งานนี้นายอนุทินจะสามารถรักษาอธิปไตยและนำพาประเทศไทยผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไปในแบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา ปฏิญญาสันติภาพ ทหารเหยียบกับระเบิด ชายแดน
