บอร์ด กสทช.แจงปมร้อน นำเงินกองทุน กทปส.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก

United States News News

บอร์ด กสทช.แจงปมร้อน นำเงินกองทุน กทปส.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 Thansettakij
  • ⏱ Reading Time:
  • 601 sec. here
  • 12 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 244%
  • Publisher: 63%

บอร์ด กสทช.แจงปมร้อน นำเงินกองทุน กทปส.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ฐานเศรษฐกิจ

กสทช. มีภารกิจตามกฎหมายในการสนับสนุนการแสวงหาเนื้อหาหรือซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพื่อนำมาออกอากาศหรือไม่ กสทช. มีกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวนสามฉบับที่ทางรักษาการเลขาธิการ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ได้หยิบยกมาเพื่อประกอบข้อเสนอของ กกท.

ให้บอร์ด กสทช. พิจารณาในเรื่องการสนับสนุนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลโลกได้แก่ 1) พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 36 ที่กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป ให้ กสทช. กำหนดมาตรการพื้นฐานบางประการ เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีบริการที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของบุคคลดังกล่าว 2) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 27 ให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ ในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการจัดสรรเงินกองทุนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเสนอตามมาตรา 55 และ มาตรา 52 ให้จัดตั้งกองทุนกทปส. ขึ้นในสำนักงาน กสทช. โดยอ้างวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อย่างทั่วถึง 3) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 ข้อ 3 ซึ่งอ้างถึงการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกคน รวมถึงคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการโทรทัศน์บางรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้อย่างเป็นธรรม เสมอภาค และทั่วถึง โดยกำหนดให้รายการโทรทัศน์แบบถ่ายทอดสดบางรายการถือเป็นรายการโทรทัศน์ที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ภายใต้การให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปเท่านั้น ตัวอย่างของรายการที่ให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป ได้แก่ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และ การแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกีฬาซีเกมส์ จากข้อกฎหมายที่อ้างมา การให้เหตุผลว่า เพื่อให้คนพิการและคนด้อยโอกาสได้รับชมฟุตบอลโลกโดยเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป ไม่สามารถนำมาอ้างได้ เพราะในกรณีฟุตบอลโลกปีนี้ แม้แต่คนทั่วไปก็อาจจะไม่สามารถรับชมได้ เนื่องจาก ณ ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบกิจการรายใดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกนอกจากนี้ ประกาศ Must Have ไม่ได้หมายความว่า กสทช. จะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายการที่ระบุให้เป็น Must Have ตามภาคผนวก ถ้าเอกชนที่มีการออกอากาศรายการตามภาคผนวก กสทช. มีหน้าที่กำกับดูแลให้เอกชนต้องเผยแพร่รายการนั้นผ่านการให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป กสทช. ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใดในการแสวงหารายการตามประกาศ Must Have มาเผยแพร่ กสทช. ไม่มีภารกิจตามกฎหมายในการสนับสนุนการแสวงหาซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหารายการฟุตบอลโลก อนึ่ง การใช้เงินกองทุนเพื่อซื้อเนื้อหาจากบริษัทเอกชนมาเผยแพร่ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรกำกับดูแล เพราะฟุตบอลโลกเป็นรายการที่มีมูลค่าทางธุรกิจและควรจะเป็นการลงทุนตามกลไกตลาด หากจะต้องอุดหนุนรายการควรจะเป็นในกรณีที่ต้องการตอบสนองวัตถุประสงค์เฉพาะอันไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการอุดหนุน เช่น รายการที่ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น รายการสำหรับชนกลุ่มน้อย เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมา Media Development Authority หน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์จึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้เงินทุนPublic Service Broadcast เพื่ออุดหนุนรายการฟุตบอลโลก เพราะมองว่าไม่ได้ตอบสนองวัตถุประสงค์ในการปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคหรือส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี กสทช.ก็มีประกาศ Must Have ที่ทำให้มีประเด็นว่าเป็นการแทรกแซงตลาดและเอื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเนื้อหาเฉพาะบางประเภทที่ประเทศอื่นอาจจะไม่มีกฎ Must Have กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกคน รวมถึงคนด้อยโอกาส ให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการโทรทัศน์บางรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้อย่างเป็นธรรม เสมอภาค และทั่วถึง ให้รายการโทรทัศน์แบบถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา 7 รายการ กล่าวคือ กีฬาซีเกมส์ กีฬาอาเซียนพาราเกมส์ กีฬาเอเซียนเกมส์ กีฬาเอเซียนพาราเกมส์ กีฬาโอลิมปิก กีฬาพาราลิมปิก และฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นรายการโทรทัศน์ที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ด้วยการออกอากาศผ่านทางการบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปเท่านั้น ส่วนกฎ Must Carry กำหนดว่า บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป คือ บริการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ที่สามารถรับชมได้เป็นการทั่วไปแบบมีเนื้อหาเดียวกันในทุกช่องทางการรับชมและไม่กำหนดเงื่อนไขในการได้รับบริการ ทั้งนี้ จะต้องไม่มีลักษณะเป็นการปิดกั้นช่องทางการรับบริการทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และผู้ให้บริการโครงข่ายแบบบอกรับสมาชิก โครงข่ายดาวเทียม เคเบิลทีวี ไอพีทีวี มีหน้าที่ต้องทำให้สมาชิกของตนได้รับชมบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปได้โดยตรงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ ดัดแปลง ผังรายการหรือเนื้อหารายการ หากวิเคราะห์แล้ว กฎ Must Have และ กฎ Must Carry จะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซื้อสิทธิ์เอกชนที่มีความร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน หรือผู้ให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินแต่เพียงผู้เดียวมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการจัดการผู้สนับสนุนในรายการและในช่วงเวลาการถ่ายทอดสดยังคงเป็นของเจ้าของสิทธิ และการที่กฎ Must Carry ให้ผู้ให้บริการแบบบอกรับเป็นสมาชิกนำพาสัญญาณไปแบบห้ามดัดแปลงจะส่งผลให้เกิดการรับชมที่กว้างขวางขึ้นซึ่งกลับเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของสิทธิในการที่จะอ้างอิงสัดส่วนการรับชมที่มากขึ้นส่วนผู้ให้บริการแบบบอกรับสมาชิก อาจจะมีแรงจูงใจลดลง เนื่องจากเมื่อได้สิทธิมาก็ไม่สามารถนำมาแสวงหารายได้ในเชิงพาณิชย์จากการแพร่ภาพเฉพาะในช่องทีวีแบบบอกรับสมาชิกได้ ทั้งนี้ กฎ Must Have และ Must Carry อาจส่งผลต่อราคาค่าลิขสิทธิ์ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์จะคิดและต่อรองตามจำนวนช่องทางที่ซื้อสิทธิสำหรับเผยแพร่ เช่น โทรทัศน์ภาคพื้นดิน เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม วิทยุกระจายเสียง อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์อุปกรณ์มือถือ การรับชม/รับฟังแบบเก็บค่าบริการ หรือการถ่ายทอดไฮไลต์จากการแข่งขันเป็นต้น จะเห็นได้ว่า กฎ Must Have และ กฎ Must Carry มีส่วนทำให้การซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดรายการตามที่ระบุ มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 หรือประกาศกฎ Must Have ยังมีข้อยกเว้นสำหรับการทำตามกฎ Must Have โดยเขียนว่าการดำเนินการอื่นใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎนี้ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกสองครั้งที่ผ่านมาเกิดขึ้นภายหลังจาก กสทช. ออกประกาศ Must Have ซึ่งบังคับใช้ในต้นปีพ.ศ. 2556 โดยมีการกำหนดให้แพร่ภาพผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน และโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ทั้งระบบดาวเทียม ระบบเคเบิล และระบบโครงข่ายไอพีทางสายและไร้สาย เพื่อให้สามารถรับชมได้ทั่วประเทศตามประกาศ Must Carry การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 กสทช. มีมติเห็นชอบให้กำหนดกรอบวงเงินส่งเสริมการเข้าถึงบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปในรายการ “การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2014” ให้แก่ บริษัท อาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนลบรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิในการเผยแพร่จาก FIFA ไม่เกินจำนวน 427.015 ล้านบาท เพื่อให้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันทั้ง 64 นัด ผ่านช่องรายการโทรทัศน์ดิจิตอลในระบบภาคพื้นดิน หรือ Free TV ได้แก่ ช่อง 5 ช่อง 7 และช่อง RS รวมถึงช่องทรูวิชั่นส์ ทั้งนี้ มีการแพร่ภาพในเคเบิล/ดาวเทียมทุกแห่ง เพื่อให้สามารถรับชมได้ทั่วไปตามประกาศ Must Carry ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนลบรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้ทำการฟ้อง กสทช. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ต่อศาลปกครอง ขอให้ยกเลิกประกาศ กสทช. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป และมิให้นำประกาศดังกล่าวมาใช้กับการเผยแพร่การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เฉพาะกรณี RS ซึ่งศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่า RS ที่เป็นผู้ได้สิทธิในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ไม่ต้องถ่ายทอดสดทางฟรีทีวีครบทุก 64 แมตช์ ตามกติกามัสต์แฮฟ ที่ กสทช. กำหนด โดยศาลชี้ว่า การได้สิทธิิถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของ RS ได้มาก่อนการประกาศ กฎ Must Have จึงไม่สามารถนำมาบังคับใช้กับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม กฎ Must Have ยังคงมีการบังคับใช้กับกรณีอื่นตามปกติต่อไป หลังจากนั้น กสทช. จึงได้พิจารณากำหนดมาตรการชดเชยหรือบรรเทาความเสียหายนี้ ตามแนวทางของศาลปกครองแนะนำ โดยการสนับสนุนใช้จ่ายจากกองทุน หรือสนับสนุนหรือส่งเสริมด้วยวิธีการอื่นส่วนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด เป็นตัวแทนเจรจา และลงนามในสัญญาและเป็นผู้ได้รับสิทธิ์แบบออกอากาศได้ทุกแพลตฟอร์ม โดยใช้งบประมาณราว 1,400 ล้านบาท การถ่ายทอดในครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับการลงทุนโดยองค์กรเอกชน 9 องค์กร ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด , บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด , ธนาคารกสิกรไทย จำกัด, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด , บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัด , และบริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด การถ่ายทอดสดครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดผ่านช่อง Free TV ได้แก่ ช่อง 5, True4U, Amarin TV และช่องดาวเทียม True4K โดยมีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ มีการแพร่ภาพในเคเบิล/ดาวเทียมทุกแห่ง เพื่อให้สามารถรับชมได้ทั่วประเทศตามประกาศ Must Carryในกรณีกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 เป็นกรณีที่ กกท. ของบประมาณเพื่อสนับสนุน “โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ 5 รายการ” ซึ่งถือเป็นทุนประเภทที่ 2 ตามข้อ 11 ของประกาศ กทปส. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการใช้จ่ายเงิน กทปส. พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้ กสทช. สามารถทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐเพื่อให้การสนับสนุนโครงการได้ กสทช. จึงได้สนับสนุน 240 ล้านบาทโดยใช้เงินจากกองทุน กทปส. และ กกท. สนับสนุนอีก 240 ล้านบาทจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยเป็นการสมทบในการซื้อลิขสิทธิ์รายการกีฬา จำนวน 5 รายการ ซึ่งมีตัวแทนนักกีฬาจากประเทศไทยเข้าร่วมในการแข่งขันด้วย ได้แก่ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2020 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น การแข่งขันโอลิมปิกเยาวชนฤดูหนาว 2020 ณ เมืองโลซาน สมาพันธ์รัฐสวิส การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และการแข่งขันโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2022 ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล และเอเชียนเกมส์ 2022 ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน การสร้างความร่วมมือระหว่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย และ กสทช. เพื่อขอรับทุนสนับสนุนจาก กทปส. สำหรับการถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 เป็นการพิจารณาโครงการฯ ตามกระบวนการของ กทปส. และ กสทช. ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากใช้เงิน 1.6 พันล้านบาทจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกจะเกิดค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร?การใช้เงินกองทุน กทปส. เพื่อซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก แม้จะเป็นการอุดหนุนการเข้าถึงเนื้อหาที่ระบุไว้ในกฎ Must Have แต่กสทช. เป็นองค์กรกำกับดูแล จึงควรดูแลให้ผู้ประกอบการทำตามกฎที่มี มากกว่าจะเข้ามาแทรกแซงตลาดโดยใช้งบประมาณจากกองทุน กทปส. ซึ่งกำหนดไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในระยะยาวและมีความยั่งยืนทางสังคมสูงกว่า เงินจากกองทุน กทปส. ในส่วนบัญชีกองทุนเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียมด้านกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์เป็นแหล่งที่มาส่วนหนึ่งของเงินที่ถูกอ้างว่าจะนำไปใช้สนับสนุนในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกในปีนี้ ทาง กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการยกร่างประกาศตามมาตรา 52 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่กำหนดว่า หากรายการใดเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือสมควรส่งเสริมให้มีการผลิตรายการ หรือผู้ประกอบการรายใดปฏิบัติตามมาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและคนด้อยโอกาสตามมาตรา 36 คณะกรรมการอาจพิจารณาให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกองทุนได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ร่างประกาศนี้จะมุ่งเน้นให้มีการส่งเสริมการผลิตรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมใน 3 รูปแบบ คือ รายการสำหรับเด็กและเยาวชน รายการที่ส่งเสริมความหลากหลายในสังคมในมิติต่าง ๆ อาทิเช่น รายการสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา กลุ่มผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง หรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น และรายการที่เป็นการร่วมผลิตกับผู้ผลิตที่มีศักยภาพในต่างประเทศ หากนำเงินจำนวน 1.6 พันล้านบาท ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ตามกฎหมายไปใช้เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหมดในคราวเดียว โอกาสที่จะได้ส่งเสริมเนื้อหาที่มีคุณค่าทางสังคมแต่ขาดทุนสนับสนุน และการเสริมศักยภาพผู้ผลิตเนื้อหาของไทยให้สามารถเรียนรู้และแข่งขันได้ในระดับนานาชาติก็จะต้องสูญหายไปด้วยนอกจากนี้ การใช้เงินจำนวน 1.6 พันล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ย่อมจะกระทบสภาพคล่องของกองทุนกทปส. และอาจส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศในการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์หรือกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ควรจะได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับสภาวะดิจิทัลดิสรัปชั่นที่ส่งผลต่อวงการการสื่อสารของประเทศอย่างกว้างขวางเมื่อเปรียบเทียบว่าเงินจำนวนราว 1.6 พันล้านบาท ที่ให้การสนับสนุนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จะสามารถนำมาใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน กสทช. ตามกฎหมาย โดยเทียบกับโครงการที่กองทุนฯ ให้การสนับสนุนที่ผ่านมาจะสามารถ ให้การสนับสนุนสถานพยาบาล/โรงพยาบาลในโครงการต่อสู้สถานการณ์ "ไวรัสโคโรนา" สายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้มากกว่า166 โครงการ คิดเป็นสามเท่าของทุนที่ให้การสนับสนุนให้ทุนแก่ชุมชนหรือองค์กรวิชาชีพเพื่อดำเนินโครงการตามวัตถุประสงค์กองทุนฯ โครงการละ 1 ล้านบาท ได้มากถึง 1,600 โครงการ

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

Thansettakij /  🏆 23. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ประธานทีดีอาร์ไอค้าน 'กสทช.'ควักเงินกองทุนฯจ่ายลิขสิทธิ์บอลโลกให้คนไทยดูฟรีประธานทีดีอาร์ไอค้าน 'กสทช.'ควักเงินกองทุนฯจ่ายลิขสิทธิ์บอลโลกให้คนไทยดูฟรีวันที่ 7 พ.ย.65 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โพสต์เฟซบุ๊ก Somkiat Tangkitvanich ระบุข้อความว่า ...=ฟุตบอลโลก กทปส. และประกาศพิลึกของ กสทช.=จนบัดนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยจะถ่ายทอดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่จะเริ่มในวันที่ 21 พ.ย.
Read more »

ต้านซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ! นิเทศจุฬาฯ ยกเหตุขัดหลักการ'กองทุน กทปส.'ต้านซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ! นิเทศจุฬาฯ ยกเหตุขัดหลักการ'กองทุน กทปส.'นิเทศจุฬาฯ ค้านสุดตัว ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 'ฟุตบอลโลก 2022' ยกเหตุผลละเอียดยิบ หาก กสทช. ใช้เงิน 1,600 ล้านบาทจริง ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกองทุน 'กทปส' เตรียมนัดแถลงข่าวด่วนวันนี้ ( 8 พ.ย.65 ) ฐานเศรษฐกิจ
Read more »

นักวิชาการ ค้าน กสทช.นำเงินกองทุน กทปส. ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ชี้ผิดเงื่อนไข : อินโฟเควสท์นักวิชาการ ค้าน กสทช.นำเงินกองทุน กทปส. ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ชี้ผิดเงื่อนไข : อินโฟเควสท์นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนนักวิชาการด้านสื่อ ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านการนำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ไปใช้สนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 เป็นจำนวนเงินค่าซื้อลิขสิทธิ์รวมภาษีสูงถึง 42 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1,600 ล้านบาท นั้น โดยระบุเหตุผลดังนี้ หาก กสทช.พิจารณาอนุมัติเงินสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 นั่นหมายถึง การนำเงินจากบัญชีของกองทุน กทปส. ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสื่อสารการวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ การเข้าถึงบริการกระจายเสียง บริการโทรทัศน์ บริการโทรคมนาคมสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความต้องการหลากหลายในสังคม การพัฒนาบุคลากรและองค์กรวิชาชีพ ตลอดจนสนับสนุนกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แหล่งของเงินที่ กสทช.จะนำมาใช้ในกรณีนี้ได้ คือ เงินจากบัญชีที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ นั่นคือ บัญชีที่ 1 และบัญชีที่ 2 ของกองทุน กทปส. บัญชีที่ 1 ของกองทุน กทปส. …
Read more »

ไม่ตรงวัตถุประสงค์ กทปส. -นิเทศ จุฬาฯ,วารสาร มธ.ค้านใช้งบ 1.6 พัน ล.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกไม่ตรงวัตถุประสงค์ กทปส. -นิเทศ จุฬาฯ,วารสาร มธ.ค้านใช้งบ 1.6 พัน ล.ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกนิเทศ จุฬาฯ-วารสาร มธ. นักวิชาการสื่อ ยก 6 เหตุผลค้านกองทุน กทปส.อนุมันิ 1.6 พันล้าน ชี้เป็นแค่กีฬาเฉพาะกลุ่ม ไม่ตอบสนองต่อจุดประสงค์กองทุนให้ผู้ด้อยโอกาส
Read more »

'ดร.สมเกียรติ' ทีดีอาร์ไอ โพสต์ 'ปมถ่ายทอดฟุตบอลโลก' อัด ประกาศพิลึก กสทช.!!'ดร.สมเกียรติ' ทีดีอาร์ไอ โพสต์ 'ปมถ่ายทอดฟุตบอลโลก' อัด ประกาศพิลึก กสทช.!!ดร.สมเกียรติ โพสต์ ปมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ชี้ กองทุน กทปส. ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่ออุดหนุนฟุตบอลโลก ชี้ปัญหาอยู่การออกกฎ Must have และ Must carry ของ กสทช. อ่านต่อ: กรุงเทพธุรกิจ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
Read more »

ก่อนวันชี้ชะตา! นิเทศจุฬาแถลงค้าน 'กสทช.' ทุ่มซื้อยิงสดบอลโลก ข้องใจเอื้อประโยชน์กลุ่มใดหรือไม่ | เดลินิวส์ก่อนวันชี้ชะตา! นิเทศจุฬาแถลงค้าน 'กสทช.' ทุ่มซื้อยิงสดบอลโลก ข้องใจเอื้อประโยชน์กลุ่มใดหรือไม่ | เดลินิวส์'นิเทศจุฬาฯ' แถลงไม่เห็นด้วย หาก 'กสทช.' นำเงิน 1.6 พันล้าน ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ข้องใจเอื้อประโยชน์กลุ่มใด ชี้ช่องเปิดทางเอกชนลงขัน
Read more »



Render Time: 2026-04-02 21:51:31