อธิบายถึงอำนาจการยุบสภาของนายกรัฐมนตรี และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับจังหวะเวลาในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อธิบายว่า อำนาจการ ยุบสภา ของนายกรัฐมนตรี ยังคงมีอยู่ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการบรรจุญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ เข้าสู่วาระของการประชุม เพราะในกระบวนการยื่นญัตติต่อประธานสภา ญัตติอาจจะไม่สมบูรณ์ก็ได้ เช่น มี สส.
ลงชื่อไม่ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้นแม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติต่อประธานแล้ว นายกฯก็ยังยุบสภาได้ จนกว่าจะมีการบรรจุญัตติในวาระการประชุมสภา เมื่อถามอีกว่า หากนายกฯตัดสินใจยุบสภา เพราะถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผลกระทบก็คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมยังไม่ผ่านวาระสาม ก็จะทำให้ร่างตกไปด้วย เพราะสภาถูกยุบ เรื่องนี้อยากฝากถึง สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่างไรบ้าง ตอบว่า อยากให้ทุกฝ่ายพิจารณาเรื่องจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศ และคนไทยก็ตั้งความหวังเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉะนั้นจึงขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาด้วยความรอบคอบใน 2 เรื่องด้วยกัน คือ-เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งพิจารณาเป็นรายมาตรา ควรตกลงกันให้ได้ เพื่อไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้ง และถูกตีตกในการลงมติวาระสาม โดยขอให้ทุกฝ่ายประสานงานทำความเข้าใจกันให้มาก เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการ “แก้วิธีแก้” เท่านั้น ยังไม่ใช่การกำหนดกติกาประเทศที่จะต้องลงรายละเอียดกัน เพราะเรื่องนั้นจะเป็นชั้นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนแรกนี้ไปให้ได้ก่อน -จังหวะเวลาในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ น่าจะพิจารณาถึงผลกระทบด้านต่างๆ และความชัดเจนในการกระทำผิดของรัฐบาลด้วย เพราะหากความผิดยังไม่ชัดเจน ยื่นญัตติไปแล้ว สุดท้ายก็ไม่เกิดผลอะไร
ยุบสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐธรรมนูญ การเมืองไทย สภา
