ที่มาของคอร์รัปชันที่หยุดไม่อยู่ของไทย คอลัมน์บ้านเมืองของเรา โดยสมหมาย ภาษี
เมื่อข้าราชการและพนักงานของรัฐเกิดประพฤติชั่วจะโดยความตั้งใจ จะโดยการละเว้นการกระทำ หรือจะโดนการชักจูง หรือโดยการถูกสั่งให้กระทำก็ตาม เมื่อเขามีความผิดจะชัดแจ้งหรือไม่ก็ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติก็คือต้องทำการดิ้นรนและต่อสู้ให้พ้นผิด หรือไปขอร้องและพึ่งพาให้ผู้มีอำนาจช่วยเหลือ โดยอาศัยการขอร้องโดยตรงหรือทางอ้อม ซึ่งผู้มีอำนาจขั้นต้นที่เป็นผู้รับแจ้งความก็คือตำรวจ ซึ่งเป็นข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่มีเรื่อง คอร์รัปชัน มากที่สุด สูงขึ้นไปก็เป็นอัยการ ซึ่งจะเป็นผู้ที่ต้องพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิดและควรถูกสั่งฟ้องต่อศาลหรือไม่ และขั้นสุดท้ายก็เป็นศาลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการชี้เป็นชี้ตาย ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ การเรียกหรือการให้สินบนก็จะไล่จากต่ำไปถึงสูงมากตามลำดับ วงจรอุบาทว์ในการ คอร์รัปชัน ที่ดกดื่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารในระบอบการปกครองของประเทศ ซึ่งในวาระสุดท้ายก็จะต้องถูกส่งไปดำเนินคดีกับฝ่ายตุลาการ ส่วนวงจรอุบาทว์อีกประเภทหนึ่งคืออำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งอำนาจในการออกกฎหมายนี้เป็นอำนาจที่สำคัญยิ่งของระบอบประชาธิปไตย โดยจะเริ่มจากการ เลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งอำนาจนี้จะมีบทบาทใหญ่โตมาก เพราะผู้แทนราษฎรที่ถูกเลือกจะต้องเป็นผู้ไป เลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไปบริหารประเทศ ดังนั้น ในการดำเนินการให้ได้มาของนักการเมืองไทยจึงต้องอาศัยวิธีการทาง คอร์รัปชัน นานับประการ ซึ่งอย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ขึ้นมาอีกชุด สำหรับ ประเทศไทย เมื่อนำ 3 อำนาจมาใช้ร่วมกัน ก็ก่อให้เกิดอำนาจวงจรอุบาทว์ที่ฝังรากลึกมากยิ่งกว่าต้นไทรร้อยปี จนยากมากที่ใครจะเข้าไปแก้ไขให้ลดน้อยลงได้ ในปัจจุบันเป็นที่รู้ดีว่ามีการสร้างแพลตฟอร์มในกระบวนการ คอร์รัปชัน ในกรมใหญ่ๆในแต่ละกระทรวงเพื่อการกระทำเกี่ยวกับขบวนการเรียกรับและจ่ายเงินหรือทรัพย์สินมีค่าต่างๆ เพื่อการ คอร์รัปชัน ต่อเนื่องจนเป็นเรื่องปกติผมได้รับข้อมูลการจัดทำดัชนีการรับรู้ คอร์รัปชัน หรือ CPI ของแต่ละประเทศประจำปีที่กล่าวถึงหลังวัน เลือกตั้ง สองวัน จากการส่งข่าวมาให้ผมโดยอาจารย์มานะ นิมิตรมงคล ท่านประธานองค์กรต่อต้าน คอร์รัปชัน หรือ ACT ผู้ที่สนใจและติดตามเรื่อง CPI นี้ถึงกับออกอาการสลดหดเหี่ยว และสมเพชกับความเป็นคนไทยยุคนี้เสียจริง เพราะอันดับนี้ของไทยต่ำกว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแทบทั้งหมด แม้กระทั่งสาธารณรัฐประชาชนลาว ที่ไทยเรามีคะแนนเหนือกว่าคือ เมียนมาร์และกัมพูชาเท่านั้น นี่หรือ ประเทศไทย ที่เกือบจะเป็นเสือตัวที่ห้าสมัยที่ป๋าเปรมเป็นนายก แต่ต้องตกชั้นมาเป็นคนป่วยหนักของเอเชียในสมัยนี้ ดัชนีการรับรู้ คอร์รัปชัน ที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ นี้ ไทยเคยกระเตื้องขึ้นจนยืดอกได้ในปี 2558 คืออยู่ที่อันดับ 76 ใน 176 ประเทศ เพราะปีก่อนหน้านั้นเป็นปีที่ คสช.
โดยการนำของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งยึดอำนาจการบริหารประเทศ และรัฐบาลได้มีการประกาศนโยบายการต่อต้านและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการและตำรวจที่เป็นตัวคอร์รัปชันขาประจำได้เกิดความกลัวทหารกันมาก จึงได้ลดพฤติกรรมโกงชาติที่ติดเป็นสันดานลงในช่วงต้น ทำให้อันดับ CPI ในปี 2558 ลดลงต่ำมาก แต่ผ่านไป 3 ปี ความขลังในการปราบคอร์รัปชันแต่ปากของ คสช. ก็ไม่ปรากฏให้เห็น ตรงกันข้ามธรรมาภิบาลภาครัฐก็ลดลงเร็วมาก ตัว CPI จึงเพิ่มสูงขึ้นเร็ว ปี 2559 ได้ตกมาอยู่อันดับ 101 จนเป็นอันดับที่ 116 ในปีที่ผ่านมา จนเข้าไปใกล้กัมพูชาและเมียนมาร์ที่กำลังจะเป็นรัฐที่ล้มเหลวอยู่ในขณะนี้เรื่องแก้ไขคอร์รัปชันนี้ได้มีการพูดกันมากมาทุกยุคทุกสมัย การเลือกตั้งเที่ยวนี้พรรคการเมืองหลายพรรคกำหนดนโยบายไม่เอาคอร์รัปชันกันค่อนข้างชัดเจนเหมือนว่าจะแก้ไขกันได้ง่ายๆ มีการเน้นว่าไทยเราต้องแก้กฎหมายที่โบราณทั้งระบบ แก้การบริหารประเทศด้วย AI พูดกันไปโดยหารู้ไม่ว่าในทางปฏิบัติทำอีก 10 ปี ก็ไม่ดีขึ้น เพราะเรามีกฎหมายหลักที่ปักขี้เลน มีทรัพยากรบุคคลที่อ่อนแอ มีธรรมาภิบาลที่เจือจาง การทำงานหรือโครงการมีแต่ช้าและยึดถือการโกงเป็นสรณะ แม้เรื่องจะคิดทำอะไรก็ช้าไปหมด แล้วจะแก้คอร์รัปชันกันได้อย่างไร ทุกครั้งที่มีเลือกตั้งก็พูดกันแต่เรื่องนี้ พอตั้งรัฐบาลได้ก็เงียบ คอร์รัปชันของไทยจึงแทบไม่มีทางที่จะลดน้อยลงได้ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือประมาณ 120 กว่าปีมาแล้ว ต่างก็เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ดี ประชาชนขยันขันแข็งและรักสามัคคีกันดี เศรษฐกิจของประเทศก็ดีพอควร ซึ่งสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ได้ไปกู้เงินด้วยการออกพันธมิตรระยะยาวในตลาดลอนดอนของอังกฤษ แล้วนำเงินมาลงทุนสร้างระบบรถไฟของประเทศขึ้นมา ในเวลาไล่เรี่ยกันทางประเทศญี่ปุ่นในสมัยราชวงศ์เมจิก็ได้ไปกู้เงินจากตลาดลอนดอนไปใช้พัฒนาประเทศเช่นกัน ในวันนี้ผมอยากนำเรื่องการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของไทยและญี่ปุ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่เพิ่งจัดมาเทียบกัน ทำให้เห็นได้ชัดว่าความเร็วต่างกันเหมือนฟ้ากับดิน ไทยได้ประกาศเลือกตั้งวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ใช้เวลา 2 เดือน จึงเลือกตั้งได้ แต่ของญี่ปุ่นประกาศเลือกตั้งแค่ 3 สัปดาห์ ก็เลือกตั้งได้แล้ว จากภาพที่เผยแพร่ของไทยให้หย่อนบัตรลงกล่องกระดาษ มีฝาปิดที่ผูกด้วยเชือกพลาสติกลังละ 6-8 เส้น ซึ่งสามารถเปิดออกได้ง่ายภายในหนึ่งนาที แต่กล่องรับบัตรเลือกตั้งของญี่ปุ่นทำเป็นอะลูมิเนียม มีฝาปิดหนาแน่น สมกับเป็นหีบใส่บัตรเลือกตั้งที่เป็นฉันทานุมัติการใช้อำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง ผมได้รับทราบจากเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่นว่าไม่เกินสัปดาห์ กกต. ของเขาก็จะประกาศผลคะแนนที่ชัดเจนออกมา และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ นี้ ก็จะมีการประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วภายในไม่เกิน 2 วัน นายกรัฐมนตรีก็จะเสนอผู้สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ แล้วก็จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเหมือนของไทย คาดว่าภายในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่นก็จะลงมือบริหารประเทศได้ แต่ประเทศไทยเราสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ กกต. ไทย ผู้กำลังเดินไต่เชือกอยู่จะยังไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ในเร็ววัน ช้าหน่อยคงให้อภัยกันได้ แต่อยากขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคับประคองการฟอร์มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เปราะบางครั้งนี้ให้ไปรอดนะครับ มิฉะนั้นรถตกหล่มที่กำลังจะวิ่งได้คราวนี้เครื่องจะพังเละจนวิ่งไม่ได้นะครับ
ประเทศไทย คอร์รัปชัน คอลัมนิสต์ สมหมาย ภาษี คอลัมน์บ้านเมืองของเรา
