ทีมศก.พลังประชารัฐชงนายกฯ เร่งแก้หนี้ครัวเรือน แนะลดหนี้-ยืดเวลายึดทรัพย์รายย่อย2 อดีตรมว.คลังทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ เสนอนายกฯแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเร่งด่วนเผยตัวเลขหนี้ NPL และ SM พุ่งสูงต่อเนื่องรวม 12 ล้านบัญชี ผู้มีรายได้น
2 อดีต รมว.คลังทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ เสนอนายกฯ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเร่งด่วน เผยตัวเลขหนี้ NPL และ SM พุ่งสูงต่อเนื่องรวม 12 ล้านบัญชี ผู้มีรายได้น้อยเสี่ยงถูกยึดรถ-บ้าน ชี้ทางออกกำหนดมาตรการจูงใจแบงก์พานิชย์แฮร์คัทลูกหนี้รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นต่อเดือน และชะลอการยึดทรัพย์ลูกหนี้วงเงินไม่เกิน 3 ล้าน วันนี้ ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยผลการศึกษาปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศไทย โดยระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนขยับสูงขึ้นเกือบร้อยละ 91 ของจีดีพี คิดเป็นมูลค่าถึง 16.
2 ล้านล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสั่นคลอนความมั่นคงในครอบครัวคนไทย เนื่องจากตกอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่มีเงินในการจับจ่ายใช้สอยเพียงพอ เพราะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว สุดท้ายนอกจากจะกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศแล้ว ยังเป็นชนวนเหตุให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมารอบด้าน ทั้งนี้ จากการศึกษาภาวะหนี้ครัวเรือนไทย พบว่า สัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคสูงถึงกว่าร้อยละ 76 ประกอบด้วยหนี้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ หนี้สินส่วนบุคคลที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย หนี้เช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับของ ธปท. หนี้เพื่อการศึกษา ส่วนหนี้เพื่อการลงทุนประกอบอาชีพคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 24 ขณะที่สถิติของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ในปี 2566 มีหนี้เสียในระบบถึง 1.05 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้าร้อยละ 6.6 โดยหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือกลุ่มหนี้สินเชื่อยานยนต์ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล นอกจากนี้ในกลุ่มหนี้ที่จับตาเป็นพิเศษ หรือหนี้ที่กำลังจะกลายเป็น NPL สูงถึง 6.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 17.8 และจากรายงานของกรมบังคับคดี ประเมินว่าจะมีลูกหนี้ถูกพิพากษาให้ชำระหนี้และถูกบังคับคดีราว 1.05 ล้านคดี ทุนทรัพย์รวมกว่า 15 ล้านล้านบาท ภายในระยะ 10 ปีข้างหน้า เมื่อพิจารณาด้านรายได้ พบว่าภายหลังวิกฤตโควิด-19 ยุติลง ได้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในคนไทยมากขึ้น โดยมีคนมากถึงร้อยละ 50 ที่ไม่สามารถสร้างรายได้กลับมาในระดับเดิมก่อนโควิด ในทางกลับกันมีคนเพียงร้อยละ 10 ที่สามารถสร้างรายได้สูงกว่าระดับเดิมก่อนช่วงโควิด ผลการศึกษายังชี้ว่าผู้มีรายได้น้อย คือคนที่มีความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง เข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์และล้มละลายมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มรายได้น้อยมีภาระรายจ่ายและภาระหนี้สูงกว่ารายได้ในสัดส่วนสูงที่สุด โดยกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน จะมีรายจ่ายบวกภาระคืนหนี้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 138.2 ของรายได้ กลุ่มรายได้ 1.5-3 หมื่นบาทต่อเดือนคิดเป็นร้อยละ 109.4 กลุ่มรายได้ 3-5 หมื่นบาทเดือนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 104.7 ดร.อุตตม สาวนายน ประธานกรรมการนโยบายพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากรายงานของ IMF ชี้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อGDP ของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สวีเดน แต่ขีดความสามารถทางการแข่งขันและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับประเทศเหล่านั้น ดังนั้นไทยจึงมีความเสี่ยงที่หนี้ครัวเรือนจะก่อปัญหาทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนด้วยการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลต้องจับมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสถาบันการเงินเอกชนมาร่วมกันแก้ไข ส่วนมาตรการที่กำหนดขึ้นควรขับเคลื่อนภายใต้ 4 แนวคิด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย3.ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับการใช้ AI Data สร้างฐานข้อมูลการจัดการปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคนและชุมชนให้มีความเข้มแข็งต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 4.ขับเคลื่อนขบวนการต่อเนื่อง โดยกำหนดมูลค่าหนี้และกลุ่มเป้าหมายชัดเจน พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์ และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดงบประมาณที่เพียงพอ “ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ เสนอว่าภาครัฐควรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเร่งด่วน เพื่อไม่ให้หนี้ครัวเรือนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการแก้ไขจะสำเร็จได้จะต้องทำพร้อมกัน 2 ด้าน คือทั้งการลดหนี้และสร้างรายได้หรือเม็ดเงินเข้ากระเป๋าประชาชนเพิ่มด้วยจึงจะเป็นการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ” ดร.อุตตม กล่าว ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการวิชาการ กล่าวว่า จากการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาครัฐควรใช้กลไกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่จัดตั้งเป็นรูปแบบกองทุนแก้หนี้ภาคครัวเรือน ส่วนเม็ดเงินที่นำมาใช้ สามารถออกมาตรการกระตุ้นให้ธนาคารพานิชย์เข้าร่วมช่วยเหลือลูกหนี้ โดยวิธีที่ทำได้คือ กระทรวงการคลังต้องทำงานร่วมกับ ธปท. กำหนดนโยบายลดการส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟู ครึ่งหนึ่งให้ธนาคาร เหลือ 0.23% ต่อ 6 เดือน เป็นการชั่วคราว 5 ปี และให้นำเม็ดเงินส่วนที่ลดลงนั้นมาตั้งกองทุนดังกล่าว และธนาคารจะต้องนำเอากำไรสะสมของตนเองเข้าร่วมโครงการด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหนี้ที่ลดให้แก่ลูกหนี้ด้วย สำหรับแนวทางในการช่วยเหลือลูกหนี้ของกองทุน คือ ปรับโครงสร้างหนี้แบบตัดยอดหนี้ ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่รวดเร็วทันการณ์ และสร้างโอกาสให้ลูกหนี้ตั้งตัวกลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดีต่อไป โดยกำหนดใช้กับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนลูกหนี้ที่ธนาคารฟ้องคดีเสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่างบังคับคดียึดบ้าน ยึดหลักประกัน หรืออาจถูกฟ้องล้มละลายนั้น ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการต้องยอมสละสิทธิในการฟ้องล้มละลาย ต้องยอมชะลอการยึดหลักประกัน และต้องลดราคาขายประกันเพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสมาซื้อหลักประกันคืน ตามหลักเกณฑ์ที่สมาคมธนาคารไทยจะกำหนดกับ ธปท. ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับลูกหนี้ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 3 ล้านบาท ทั้งนี้ ทีมเศรษฐกิจพลังประชารัฐเสนอว่าแม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้รวมทั้งมาตรการ hair cut จะต้องทำควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้เข้ากระเป๋าประชาชน ภายใต้ 4 มาตรการ ดังนี้ 1.นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีคลังควรหารือกับ ธปท. เพื่อกระตุ้นการลงทุนเอกชนขยายกำลังผลิตและเพิ่มการจ้างงาน ด้วยการเพิ่มสภาพคล่องเข้าในระบบการเงินและหรือการลดดอกเบี้ย 2.รัฐบาลควรพิจารณาค้ำประกันหนี้ให้ SMEs ที่จะกู้ใหม่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ในสัดส่วนสูงเป็นพิเศษชั่วคราว อาจจะถึง 80% ถ้าเป็นโครงการใหม่ที่ธนาคารเห็นว่ามีศักยภาพ และไม่ใช่การกู้หนี้ใหม่ไปเพื่อใช้คืนหนี้เก่า 3.รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจเอกชนตั้งใหม่ที่เน้นนวัตกรรมในสัดส่วนร้อยละ 20 โดยร่วมกับหน่วยงานที่ชำนาญด้านการลงทุน เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมธนาคารไทย เป็นต้น 4.สร้างรายได้เพิ่มเติมหรือลดค่าใช้จ่ายให้เอกชน เช่น สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยเปิดเสรีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบแบบ “หักกลบลบหน่วย” โดยธนาคารของรัฐเข้าไปสนับสนุนเงินทุนแก่ครัวเรือน รวมทั้งแก่ อบต. เทศบาล เพื่อจัดทำโซลาร์ฟาร์ม และถ้าหากมีที่ราชพัสดุอยู่ใกล้ชุมชนควรพิจารณาให้ชุมชนเช่าใช้ในการทำโซลาร์ฟาร์มด้วย เป็นต้น
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ภาพช้าฟ้องไม่ล้ำ! ผจก.เกษตรศาสตร์สุดทนเปาเป่าจุดโทษ ไลน์ยกล้ำหน้า สุดท้ายชวดได้ประตูมาโนช สุวรรณศิลป์ ผจก.ทีม เกษตรศาสตร์ เอฟซี ทนไม่ไหว เจอกรรมการแบบนี้ ได้จุดโทษไปแล้ว สุดท้ายโดนยกเลิกเพราะล้ำหน้าก่อน ไปดูภาพช้า อ้าว ไม่ล้ำหน้า แบบนี้ใครจะรับผิดชอบ
Read more »
บางกอก เอฟซี ฟีเวอร์.. เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังอัดบุรีรัมย์เกมช็อกบอลไทยที่เกิดขึ้นที่สนามเฉลิมพระเกียรติบางมด ในเกมฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ 2024 รอบ 16 ทีม เมื่อ 'กระทิงเพลิง'บางกอก เอฟซี ทีมแชมป์โซนกทม.
Read more »
ดราม่าห้าดาว! แชมป์เก่า บุรีรัมย์ฯ ช็อกร่วง โดน บางกอก น็อควินาทีท้าย ดับฝัน 3 แชมป์ดราม่าทดเจ็บ! ช็อกแชมป์เก่าร่วง บุรีรัมย์ฯ อุตส่าห์ไล่ตีเจ๊า 4-4 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่มาโดนทีเด็ด บางกอก เอฟซี น็อคนาทีท้ายแบบเหลือเชื่อ 5-4 ส่งแชมป์ไทยลีก 3 โซนกทม.ฯ ทะยานสู่รอบ 8 ทีม ช้าง เอฟเอ คัพ ชนิดพลิกล็อควินาศสันตะโร
Read more »
แชมป์เก่าหืดจับ! บุรีรัมย์ รัว2ตุงท้ายเกม ทุบอุดร ยูไนเต็ด เข้าวินตีตั๋ว16ทีมรีโว่ คัพบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รัว 2 ตุงท้ายเกม จาก คิม มิน-ฮย็อค และ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี เบียด อุดร ยูไนเต็ด ทีมจากไทยลีก 3 เข้าวิน 4-2 ส่งผลให้ แชมป์เก่า 'ปราสาทสายฟ้า' ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีม ฟุตบอลรีโว่ คัพ 2023/24 ได้สำเร็จ
Read more »
ศก.โลกทรุด-เบิกจ่ายงบต่ำกว่าคาด หอการค้าไทยหั่นจีดีพีปี 67 เหลือ 2.6% จาก 3.2%ศก.โลกทรุด-เบิกจ่ายงบต่ำกว่าคาด หอการค้าไทยหั่นจีดีพีปี 67 เหลือ 2.6% จาก 3.2% นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 ลงเหลือ 2.6% จากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 3.
Read more »
เปิดผลตรวจ 'น้ำสีชมพู' พบแบคทีเรีย พยาธิอื้อ เร่งกำจัดสิ่งปฏิกูลบำบัดน้ำรมว. 'ศุภมาส' สั่งการ 'ทีม DSS' วศ.อว. ลงพื้นที่หาสาเหตุคลองน้ำเป็นสีชมพู พบแบคทีเรียซัลเฟอร์และพยาอื้อ เร่งประสานกำจัดสิ่งปฏิกูล บำบัดน้ำ
Read more »
