“เอ็กซ์เชนจ์เทรดคริปโทฯ” เตรียมพร้อมรับมือการแข่งขัน “ซิปเม็กซ์” ชี้ทางรอดต้องทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบมากขึ้น “สตางค์” เดินหน้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ เล็งจับมือพันธมิตรเสริมแกร่ง เชื่ออนาคตเกิดการควบรวม อ่านต่อ: กรุงเทพธุรกิจ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า รูปแบบของการรับมือเพื่อให้อยู่รอดไม่หายไปจากตลาดนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครสามารถอยู่คนเดียวได้ต้องได้เห็นการควบรวมของแพลตฟอร์มเทรดในไทยในระยะถัดไป ส่วนกลยุทธ์รับการแข่งขันเชื่อว่าทุกเจ้ามีอยู่แล้ว เพียงแต่รอดูผู้เล่นใหม่ที่จะเข้ามาก่อนว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนการทำธุรกิจนี้ไม่ได้สูงมาก ดังนั้นบางธุรกิจที่เข้ามาในตลาดนี้ก็อาจไม่ได้ต้องแพลตฟอร์มที่เป็นธุรกิจหลักต้องทำกำไร เพียงแค่มี "แพลตฟอร์มของตัวเอง “ เป็น ” เครื่องมือหนึ่ง เพื่อนำไปตอบโจทย์ต่อยอดธุรกิจอื่นในอนาคตก็ได้เช่นกัน สุดท้ายในตลาดนี้อาจมีหลากหลายแพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องเหลือแค่ 1-2 ราย เหมือนอย่างธุรกิจเทเลคอมที่มีต้นทุนที่สูงกว่ามาก และมีการแข่งขันที่ดุเดือดกว่า อีกทั้งแนวทางการกำกับดูแลตลาดคริปโทฯ ในไทยเชื่อว่าโอกาสการผ่อนปรนลงค่อนข้างที่จะยาก และจะมีเพิ่มเติมเข้ามามากขึ้น ตราบเท่าที่ประเทศอื่นๆ ยังไม่ทำ ยกเว้นในหลายประเทศเริ่มทำ ก็จะกลายเป็นแรงกดดันหน่วยงานกำกับไทยมากขึ้น ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ตั้งเป้าหมาย “ขยายมาร์เก็ตแชร์” ในไทยหลายวิธี ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา และเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าคนไทยให้ได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายอยู่ที่ลูกค้าเป็นผู้เลือกใช้บริการ โดยไม่สนใจแบรนด์ เช่น ขอแค่ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เทรดเหรียญได้เร็วกว่า นอกจากนี้ ได้เปิดตลาดนอกประเทศได้ แต่เรามองว่าขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสม เพราะตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่โดนยึดจากผู้เล่นรายใหญ่ เช่น FTXexchange, Coinbase หรือ Binance ขณะเดียวกัน ได้เปิดโอกาสเจรจาพันธมิตรรายใหม่ตลอด ซึ่งโฟกัสตลาดไทยเป็นหลัก เพราะในไทยเรามีจุดแข็ง ที่สามารถแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องของเสถียรภาพ ความปลอดภัย และที่สำคัญเราถือเป็นผู้เล่นรายหนึ่งที่ปลุกปั้นตลาดนี้ขึ้นมาในไทยตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมาย ด้วยเป้าหมายสูงสุดของเราในการทำธุรกิจนี้คือ เป็นผู้กำหนด หรือ Key Player ที่กำหนดอีโคซิสเต็มส์สินทรัพย์ดิจิทัลให้เกิดขึ้นในประเทศไทย มากกว่าการเป็นยูนิคอร์น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า เมื่อทำธุรกิจจุดหนึ่ง สุดท้ายแล้ว ก็สามารถเป็นยูนิคอร์นได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้กดดันว่าต้องไปถึงจุดนั้นเร็วหรือช้า แต่ต้องการให้ภาคธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 5% ของจีดีพี เพราะมองว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยผูกกับการท่องเที่ยวมากเกินไป เมื่อมีวิกฤติเข้ามาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวมาก แต่หากสร้างนักพัฒนาคนไทยที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เหมือนนักพัฒนาในซิลิคอนวัลเลย์ แม้มีวิกฤติคนเหล่านี้ก็ยังทำงานได้ และสามารถให้บริการคนทั่วโลก โดยที่คนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเมืองไทย สามารถช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการท่องเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งเราในฐานะภาคเอกชนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ก็จะค่อยๆ พัฒนาอีโคซิสเต็มส์ส่วนนี้ให้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต นายพีรเดช ตันเรืองพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัพบิต เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด หรือ อัพบิต ในฐานะประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า แนวโน้มตลาดผู้ให้บริหารศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทยระยะข้างหน้า คาดว่า น่าจะมีการควบรวมกันเอง หรือหาพาร์ทเนอร์ต่างธุรกิจที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เช่น ธุรกิจแบงก์หรือเทเลเคอม หรือหาพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ และในระยะ 3 ปีข้างหน้า คาดว่าผู้เล่นในตลาดที่มีกำไร เพียง 3 รายใหญ่ จากปัจจุบันมี 7-8 ราย พร้อมกันนี้จะเห็นการแข่งขันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาในตลาด ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้ และการแข่งขันค่าธรรมเนียมยังคงอยู่.
คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า รูปแบบของการรับมือเพื่อให้อยู่รอดไม่หายไปจากตลาดนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครสามารถอยู่คนเดียวได้ต้องได้เห็นการควบรวมของแพลตฟอร์มเทรดในไทยในระยะถัดไป ส่วนกลยุทธ์รับการแข่งขันเชื่อว่าทุกเจ้ามีอยู่แล้ว เพียงแต่รอดูผู้เล่นใหม่ที่จะเข้ามาก่อนว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนการทำธุรกิจนี้ไม่ได้สูงมาก ดังนั้นบางธุรกิจที่เข้ามาในตลาดนี้ก็อาจไม่ได้ต้องแพลตฟอร์มที่เป็นธุรกิจหลักต้องทำกำไร เพียงแค่มี "แพลตฟอร์มของตัวเอง “ เป็น ” เครื่องมือหนึ่ง เพื่อนำไปตอบโจทย์ต่อยอดธุรกิจอื่นในอนาคตก็ได้เช่นกัน สุดท้ายในตลาดนี้อาจมีหลากหลายแพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องเหลือแค่ 1-2 ราย เหมือนอย่างธุรกิจเทเลคอมที่มีต้นทุนที่สูงกว่ามาก และมีการแข่งขันที่ดุเดือดกว่า อีกทั้งแนวทางการกำกับดูแลตลาดคริปโทฯ ในไทยเชื่อว่าโอกาสการผ่อนปรนลงค่อนข้างที่จะยาก และจะมีเพิ่มเติมเข้ามามากขึ้น ตราบเท่าที่ประเทศอื่นๆ ยังไม่ทำ ยกเว้นในหลายประเทศเริ่มทำ ก็จะกลายเป็นแรงกดดันหน่วยงานกำกับไทยมากขึ้น ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ตั้งเป้าหมาย “ขยายมาร์เก็ตแชร์” ในไทยหลายวิธี ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา และเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าคนไทยให้ได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายอยู่ที่ลูกค้าเป็นผู้เลือกใช้บริการ โดยไม่สนใจแบรนด์ เช่น ขอแค่ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เทรดเหรียญได้เร็วกว่า นอกจากนี้ ได้เปิดตลาดนอกประเทศได้ แต่เรามองว่าขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสม เพราะตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่โดนยึดจากผู้เล่นรายใหญ่ เช่น FTXexchange, Coinbase หรือ Binance ขณะเดียวกัน ได้เปิดโอกาสเจรจาพันธมิตรรายใหม่ตลอด ซึ่งโฟกัสตลาดไทยเป็นหลัก เพราะในไทยเรามีจุดแข็ง ที่สามารถแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องของเสถียรภาพ ความปลอดภัย และที่สำคัญเราถือเป็นผู้เล่นรายหนึ่งที่ปลุกปั้นตลาดนี้ขึ้นมาในไทยตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมาย ด้วยเป้าหมายสูงสุดของเราในการทำธุรกิจนี้คือ เป็นผู้กำหนด หรือ Key Player ที่กำหนดอีโคซิสเต็มส์สินทรัพย์ดิจิทัลให้เกิดขึ้นในประเทศไทย มากกว่าการเป็นยูนิคอร์น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า เมื่อทำธุรกิจจุดหนึ่ง สุดท้ายแล้ว ก็สามารถเป็นยูนิคอร์นได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้กดดันว่าต้องไปถึงจุดนั้นเร็วหรือช้า แต่ต้องการให้ภาคธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 5% ของจีดีพี เพราะมองว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยผูกกับการท่องเที่ยวมากเกินไป เมื่อมีวิกฤติเข้ามาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวมาก แต่หากสร้างนักพัฒนาคนไทยที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เหมือนนักพัฒนาในซิลิคอนวัลเลย์ แม้มีวิกฤติคนเหล่านี้ก็ยังทำงานได้ และสามารถให้บริการคนทั่วโลก โดยที่คนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเมืองไทย สามารถช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการท่องเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งเราในฐานะภาคเอกชนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ก็จะค่อยๆ พัฒนาอีโคซิสเต็มส์ส่วนนี้ให้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต นายพีรเดช ตันเรืองพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัพบิต เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด หรือ อัพบิต ในฐานะประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า แนวโน้มตลาดผู้ให้บริหารศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทยระยะข้างหน้า คาดว่า น่าจะมีการควบรวมกันเอง หรือหาพาร์ทเนอร์ต่างธุรกิจที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เช่น ธุรกิจแบงก์หรือเทเลเคอม หรือหาพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ และในระยะ 3 ปีข้างหน้า คาดว่าผู้เล่นในตลาดที่มีกำไร เพียง 3 รายใหญ่ จากปัจจุบันมี 7-8 ราย พร้อมกันนี้จะเห็นการแข่งขันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาในตลาด ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้ และการแข่งขันค่าธรรมเนียมยังคงอยู่
