ทรัมป์ ลงนามคำสั่ง ยุติสิทธิBirthright Citizenship

Politics News

ทรัมป์ ลงนามคำสั่ง ยุติสิทธิBirthright Citizenship
TrumpBirthright CitizenshipImmigration
  • 📰 ThaiPBS
  • ⏱ Reading Time:
  • 193 sec. here
  • 10 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 98%
  • Publisher: 51%

คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการยกเลิกสิทธิ Birthright Citizenship เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทรัมป์กล่าวหาว่าสิทธิ Birthright Citizenship เป็นช่องทางให้ผู้อพยพผิดกฎหมายเข้ามาในสหรัฐฯ โดยมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวและอัยการจำนวนมากยื่นฟ้องขัดขวางคำสั่งดังกล่าว

คำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ "โดนัลด์ ทรัมป์" ลงนาม เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับผู้อพยพผิดกฎหมายในประเทศ โดยหนึ่งในนั้นเรื่องสิทธิการได้รับสัญชาติอเมริกันโดยการเกิดในสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าการทำแบบนี้จะช่วยขัดขวางความพยายามของผู้อพยพผิดกฎหมายได้ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยอาศัยประโยชน์จากสิทธินี้ ประกาศกร้าวตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ แล้วว่า จะยุติสิทธิในการได้เป็นพลเมืองอเมริกัน เพียงแค่เพราะว่าคุณเกิดในสหรัฐฯ และจะทำตามที่ประกาศเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานในทำเนียบขาวด้วย คำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวานนี้ ถือเป็นการกำหนดนิยามเรื่อง"สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยการเกิดในประเทศ" หรือที่เรียกว่า Birthright Citizenship โดยทรัมป์พยายามที่จะกำหนดให้เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จะได้รับสถานะพลเมืองโดยอัตโนมัติ ก็ต่อเมื่อเด็กคนนั้นต้องมีพ่อหรือแม่อย่างน้อย 1 คน เป็นผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรถูกต้องตามกฎหมายในสหรัฐฯ หรือเป็นพลเมืองอเมริกันนอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐบาลกลางออก หรือรับรองเอกสารที่จะพิสูจน์สถานะพลเมืองอเมริกันให้กับเด็กเหล่านั้นด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า คำสั่งฉบับนี้จะส่งผลกระทบกับเด็กๆ ที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย หรือเป็นคนที่ถือวีซ่าชั่วคราวในสหรัฐฯ หลังจากทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ มองว่า สิทธิดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ตั้งครรภ์เร่งเดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อหวังได้ประโยชน์จากสิทธิในข้อนี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์ลงนามในคำสั่งฉบับดังกล่าว กลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้อพยพก็เริ่มขยับตัวทันที โดยกลุ่มแรกๆ ที่ยื่นเรื่องต่อศาลอย่างเป็นทางการ คือ กลุ่มสนับสนุนชุมชนอินโดนีเซียนิวแฮมป์เชอร์ที่ไปจับมือหลายองค์กรยื่นฟ้องโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากกรณีการลงนามในคำสั่งดังกล่าว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทำให้เด็กๆ เกิดใหม่ได้รับอันตราย รวมทั้งยังลบหลู่คุณค่าพื้นฐานของอเมริกาและดูหมิ่นคำพิพากษาในอดีตของศาลด้วย โดยกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน มองว่า คำสั่งของทรัมป์ถือเป็นการโจมตีเด็กแรกเกิดและชาวอเมริกันในรุ่นต่อๆ ไป และการโจมตีเช่นนี้จะต้องถูกขัดขวาง เอกสารคำร้องที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้ยื่นต่อศาลเขตรัฐนิวแฮมป์เชอร์ หยิบยกประเด็นข้อกฎหมายและคำตัดสินของศาลในอดีตขึ้นมาอ้าง โดยระบุว่า"สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยการเกิดในประเทศ" เป็นหลักการที่ระบุว่า เด็กทุกคนที่เกิดในสหรัฐฯ จะเป็นพลเมืองอเมริกัน สิทธิข้อนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 14 เมื่อปี 1868 ซึ่งรับรองสถานะพลเมืองของเด็กทุกคนที่เกิดในสหรัฐฯ โดยไม่สนใจถึงเชื้อชาติ สีผิวหรือบรรพบุรุษของเด็กคนนั้น ขณะที่ผลคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อปี 1898 ถือเป็นการยืนยันว่า เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ แม้จะมีพ่อแม่เป็นผู้อพยพ แต่ก็ยังถือเป็นพลเมืองอเมริกันอยู่ดี ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้สิทธิดังกล่าวกับเด็ก แต่จากข้อมูล พบว่า มีมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกที่ให้สิทธินี้กับเด็กๆ ที่เกิดในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะประเทศที่ให้สิทธินี้แบบเต็มที่เกือบทั้งหมดอยู่ในฝั่งอเมริกา ไล่ตั้งแต่อเมริกาเหนือในแคนาดา สหรัฐฯ อเมริกากลางตั้งแต่เม็กซิโกลงมาจนถึงอเมริกาใต้ ส่วนในเอเชียมีที่เนปาลและปากีสถาน ปัจจุบัน ข้อยกเว้นที่จะทำให้เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ ไม่ได้รับสัญชาติอเมริกัน คือ การที่เด็กคนนั้นต้องเกิดจากพ่อแม่ที่เป็นนักการทูตต่างชาติ แต่เมื่อมีคำสั่งของทรัมป์ฉบับนี้ ทำให้หลายคนกังวลว่า"สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยการเกิด" กำลังจะหมดไปหรือไม่ และคำสั่งนี้ปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน นักกฎหมายส่วนหนึ่ง มองว่า การยุติสิทธิดังกล่าวอาจจะสามารถทำได้ แต่ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น และที่สำคัญ คือ ไม่สามารถทำผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารได้แน่ๆ เพราะสิทธินี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ แต่ความพยายามของทรัมป์ในครั้งนี้อาจมีผลในการกดดันให้ศาลตีความสิทธิดังกล่าวใหม่ หรืออาจจะทำเพื่อเปลี่ยนมุมมองของชาวอเมริกันในประเทศต่อประเด็นนี้ก็เป็นได้ ปัจจุบัน มีอัยการยื่นฟ้องเพื่อหวังขัดขวางคำสั่งนี้แล้วในอย่างน้อย 22 รัฐทั่วประเทศ และไม่ว่าทรัมป์จะมีแผนในเรื่องนี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเรื่องข้อกฎหมายน่าจะต้องใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว และนี่แค่คำสั่งฉบับเดียวก็เป็นประเด็นให้มีเรื่องฟ้องร้องกันตั้งแต่วันแรก ที่ทำงานแล้ว ไม่รู้ว่าอีก 4 ปี จะมีคดีความตามมาอีกมากมายแค่ไหน.

คำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ "โดนัลด์ ทรัมป์" ลงนาม เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับผู้อพยพผิดกฎหมายในประเทศ โดยหนึ่งในนั้นเรื่องสิทธิการได้รับสัญชาติอเมริกันโดยการเกิดในสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าการทำแบบนี้จะช่วยขัดขวางความพยายามของผู้อพยพผิดกฎหมายได้ ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยอาศัยประโยชน์จากสิทธินี้ ประกาศกร้าวตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ แล้วว่า จะยุติสิทธิในการได้เป็นพลเมืองอเมริกัน เพียงแค่เพราะว่าคุณเกิดในสหรัฐฯ และจะทำตามที่ประกาศเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานในทำเนียบขาวด้วย คำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวานนี้ ถือเป็นการกำหนดนิยามเรื่อง"สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยการเกิดในประเทศ" หรือที่เรียกว่า Birthright Citizenship โดยทรัมป์พยายามที่จะกำหนดให้เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จะได้รับสถานะพลเมืองโดยอัตโนมัติ ก็ต่อเมื่อเด็กคนนั้นต้องมีพ่อหรือแม่อย่างน้อย 1 คน เป็นผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรถูกต้องตามกฎหมายในสหรัฐฯ หรือเป็นพลเมืองอเมริกันนอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐบาลกลางออก หรือรับรองเอกสารที่จะพิสูจน์สถานะพลเมืองอเมริกันให้กับเด็กเหล่านั้นด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า คำสั่งฉบับนี้จะส่งผลกระทบกับเด็กๆ ที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย หรือเป็นคนที่ถือวีซ่าชั่วคราวในสหรัฐฯ หลังจากทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ มองว่า สิทธิดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ตั้งครรภ์เร่งเดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อหวังได้ประโยชน์จากสิทธิในข้อนี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์ลงนามในคำสั่งฉบับดังกล่าว กลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้อพยพก็เริ่มขยับตัวทันที โดยกลุ่มแรกๆ ที่ยื่นเรื่องต่อศาลอย่างเป็นทางการ คือ กลุ่มสนับสนุนชุมชนอินโดนีเซียนิวแฮมป์เชอร์ที่ไปจับมือหลายองค์กรยื่นฟ้องโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากกรณีการลงนามในคำสั่งดังกล่าว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทำให้เด็กๆ เกิดใหม่ได้รับอันตราย รวมทั้งยังลบหลู่คุณค่าพื้นฐานของอเมริกาและดูหมิ่นคำพิพากษาในอดีตของศาลด้วย โดยกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน มองว่า คำสั่งของทรัมป์ถือเป็นการโจมตีเด็กแรกเกิดและชาวอเมริกันในรุ่นต่อๆ ไป และการโจมตีเช่นนี้จะต้องถูกขัดขวาง เอกสารคำร้องที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้ยื่นต่อศาลเขตรัฐนิวแฮมป์เชอร์ หยิบยกประเด็นข้อกฎหมายและคำตัดสินของศาลในอดีตขึ้นมาอ้าง โดยระบุว่า"สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยการเกิดในประเทศ" เป็นหลักการที่ระบุว่า เด็กทุกคนที่เกิดในสหรัฐฯ จะเป็นพลเมืองอเมริกัน สิทธิข้อนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 14 เมื่อปี 1868 ซึ่งรับรองสถานะพลเมืองของเด็กทุกคนที่เกิดในสหรัฐฯ โดยไม่สนใจถึงเชื้อชาติ สีผิวหรือบรรพบุรุษของเด็กคนนั้น ขณะที่ผลคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อปี 1898 ถือเป็นการยืนยันว่า เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ แม้จะมีพ่อแม่เป็นผู้อพยพ แต่ก็ยังถือเป็นพลเมืองอเมริกันอยู่ดี ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้สิทธิดังกล่าวกับเด็ก แต่จากข้อมูล พบว่า มีมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกที่ให้สิทธินี้กับเด็กๆ ที่เกิดในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะประเทศที่ให้สิทธินี้แบบเต็มที่เกือบทั้งหมดอยู่ในฝั่งอเมริกา ไล่ตั้งแต่อเมริกาเหนือในแคนาดา สหรัฐฯ อเมริกากลางตั้งแต่เม็กซิโกลงมาจนถึงอเมริกาใต้ ส่วนในเอเชียมีที่เนปาลและปากีสถาน ปัจจุบัน ข้อยกเว้นที่จะทำให้เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ ไม่ได้รับสัญชาติอเมริกัน คือ การที่เด็กคนนั้นต้องเกิดจากพ่อแม่ที่เป็นนักการทูตต่างชาติ แต่เมื่อมีคำสั่งของทรัมป์ฉบับนี้ ทำให้หลายคนกังวลว่า"สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยการเกิด" กำลังจะหมดไปหรือไม่ และคำสั่งนี้ปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน นักกฎหมายส่วนหนึ่ง มองว่า การยุติสิทธิดังกล่าวอาจจะสามารถทำได้ แต่ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น และที่สำคัญ คือ ไม่สามารถทำผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารได้แน่ๆ เพราะสิทธินี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ แต่ความพยายามของทรัมป์ในครั้งนี้อาจมีผลในการกดดันให้ศาลตีความสิทธิดังกล่าวใหม่ หรืออาจจะทำเพื่อเปลี่ยนมุมมองของชาวอเมริกันในประเทศต่อประเด็นนี้ก็เป็นได้ ปัจจุบัน มีอัยการยื่นฟ้องเพื่อหวังขัดขวางคำสั่งนี้แล้วในอย่างน้อย 22 รัฐทั่วประเทศ และไม่ว่าทรัมป์จะมีแผนในเรื่องนี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเรื่องข้อกฎหมายน่าจะต้องใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว และนี่แค่คำสั่งฉบับเดียวก็เป็นประเด็นให้มีเรื่องฟ้องร้องกันตั้งแต่วันแรก ที่ทำงานแล้ว ไม่รู้ว่าอีก 4 ปี จะมีคดีความตามมาอีกมากมายแค่ไหน

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

ThaiPBS /  🏆 52. in TH

Trump Birthright Citizenship Immigration Lawsuit USA

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

สหรัฐฯ ยกระดับความปลอดภัยรับพิธีสาบานตน 'ทรัมป์'สหรัฐฯ ยกระดับความปลอดภัยรับพิธีสาบานตน 'ทรัมป์'สหรัฐฯ ระดมกำลังทหาร-ตำรวจรักษาความปลอดภัยพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ขณะที่มวลชนผู้สนับสนุน 'ทรัมป์' เดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมพิธีวางพวงมาลาเพื่อแสดงความเคารพต่อทหารนิรนามที่สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตันในกรุงวอชิงตัน ดีซีของสหรัฐฯ...
Read more »

ย้อนผลงานสะเทือนโลก เมื่อครั้ง 'ทรัมป์' นั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรกย้อนผลงานสะเทือนโลก เมื่อครั้ง 'ทรัมป์' นั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรกหลัง 'โดนัลด์ ทรัมป์' ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งล่าสุด และเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ และนี่คือการกลับมานั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐอีกครั้งของผู้นำวัย 78 ปี  โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อย้อนกลับไปในปี 2016 ที่ 'ทรัมป์' ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.
Read more »

เมลาเนีย ทรัมป์ เปิดตัวคริปโต $MELANIA ตามรอย โดนัลด์ ทรัมป์เมลาเนีย ทรัมป์ เปิดตัวคริปโต $MELANIA ตามรอย โดนัลด์ ทรัมป์เมลาเนีย ทรัมป์ ว่าที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดตัวเหรียญคริปโต เหรียญมีม ภายใต้ชื่อ “$MELANIA” ตามหลัง การเปิดตัวคริปโตของโดนัลด์ ทรัมป์ สามีของเธอ และเหรียญ เมลาเนีย ได้รับความสนใจจากแวดวงคริปโตเป็นอย่างมาก
Read more »

เหรียญเมลาเนีย ทรัมป์ $MELANIA เปิดตัวเหรียญเมลาเนีย ทรัมป์ $MELANIA เปิดตัวเหรียญเมลาเนีย ทรัมป์ $MELANIA ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการบนเครือข่ายบล็อกเชนโซลานา (Solana) เหรียญนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมคริปโตได้รับการสนับสนุนจากโดนัลด์ ทรัมป์ เหรียญ $MELANIA คือสินทรัพย์คริปโตที่แลกเปลี่ยนถ่ายโอนได้
Read more »

ทรัมป์ กล่าวคำสาบานตน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47ทรัมป์ กล่าวคำสาบานตน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ในพิธีที่จัดขึ้นที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เน้นย้ำถึงการฟื้นฟูอเมริกา และการส่งเสริมอเมริกากลับมาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ทรัมป์ ได้ประกาศนโยบายที่จะยุติการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่งผู้อพยพกลับต้นทาง และส่งทหารไปยังพรมแดนใต้
Read more »

เมลาเนีย ทรัมป์ สวมชุดโค้ตสีกรมท่าในวันเข้าสาบานตนครั้งที่ 2เมลาเนีย ทรัมป์ สวมชุดโค้ตสีกรมท่าในวันเข้าสาบานตนครั้งที่ 2ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการสวมชุดของเมลาเนีย ทรัมป์ ในวันเข้าสาบานตนของสามีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งที่สอง ซึ่งแตกต่างจากครั้งที่แล้วที่เลือกสวมชุดสีฟ้าจาก Ralph Lauren
Read more »



Render Time: 2026-04-02 13:43:54