ทรัมป์พบคิมรอบสองพรุ่งนี้ : ครั้งนี้แค่ 'ปาหี่' ภาค 2 ไม่ได้แล้ว/สุทธิชัย หยุ่น
เพราะเท่ากับเป็น “ปาหี่” ของสองผู้นำที่เพียงต้องการจะสร้างพาดหัวข่าว และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะถูกเสนอชื่อได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเท่านั้น สัญญาณจากทรัมป์ก่อนบินมาประชุมที่ฮานอยดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรแน่นอน เช่น เขาบอกว่า “ผมไม่รีบร้อน” ที่จะให้เกาหลีเหนือเลิกอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด “เพราะผมมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับท่านประธานคิม จองอึน อย่างดี” แต่ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศไมค์ ปอมเปโอ ของสหรัฐ ก็ออกมายืนยันว่าจะยังไม่ยกเลิกมาตรการแซงก์ชั่นเกาหลีเหนือจนกว่าเปียงยางจะทำตามที่สัญญาในการประชุมสุดยอดครั้งแรก ตีความได้ว่าการเจรจาระดับรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้ามากพอที่จะทำให้ทรัมป์ตะโกนเสียงดังๆ ว่า “สันติภาพมาแล้ว” ผู้แทนสหรัฐในการเจรจากับเกาหลีเหนือคือ Stephen Biegun บอกว่าการพูดคุยกับเกาหลีเหนือช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายละเอียดของการจัดการประชุมสุดยอดที่ฮานอย เขายอมรับว่าหากจะให้บรรลุข้อตกลงได้ ก็คงจะต้องมีการเจรจากันต่อ หากจะมี “ปาฏิหาริย์” ก็คงจะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนการประชุมสุดยอดรอบที่สอง เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุอะไรที่จะทำให้เราเชื่อได้ว่าจะมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเลย สื่อเกาหลีเหนือระบุเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า เปียงยางจะสามารถทำตามพันธะที่จะยกเลิกนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีได้ก็ต่อเมื่อภัยคุกคามนิวเคลียร์ต่อเกาหลีเหนือถูกปลดชนวนไปเช่นกัน ประธานาธิบดีมูนแจอินแห่งเกาหลีใต้เคยบอกว่า เกาหลีเหนือพร้อมจะ “ทำลายอุปกรณ์นิวเคลียร์อย่างถาวร” ที่เมืองยองเปียน และยอมให้ผู้ตรวจการต่างชาติเข้ามาสำรวจตรวจสอบอีกบางสถานีได้ “หากอเมริกายอมตามเงื่อนไขเช่นกัน” แปลตรงตัวก็คือว่า เกาหลีเหนือต้องการให้อเมริกาถอยพร้อมๆ กัน.
..ไม่ใช่กดดันให้เปียงยางต้องเป็นฝ่ายยอมก่อนแต่เพียงฝ่ายเดียว อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ คิมจะเดินทางจากเปียงยางมาฮานอยอย่างไร แรกๆ บางกระแสบอกว่าเขาอาจเดินทางด้วยรถไฟตลอดทาง เพราะเคยเชื่อกันว่าผู้นำเกาหลีเหนือคนนี้กลัวนั่งเครื่องบิน และพยายามหลีกเลี่ยงสายการบินหากทำได้ ถ้านั่งรถไฟจริง คิมต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน และเดินทางไกลกว่า 3,000 กม. จึงจะถึงฮานอย แต่แผนการเดินทางของเขามักจะปิดเป็นความลับสุดยอดจนถึงนาทีสุดท้าย สื่อญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อ้างว่า คิมน่าจะเดินทางด้วยรถไฟส่วนตัวสีเขียวแถบเหลืองที่โดดเด่นไม่เหมือนใครจากเปียงยางข้ามพรมแดนไปยังเมืองตานตง ของจีนบริเวณพรมแดนของเวียดนาม แล้วนั่งรถยนต์ต่อเป็นระยะทาง 170 กม. ไปยังกรุงฮานอย อีกกระแสหนึ่งบอกว่า คิมอาจโดยสารรถไฟตรงไปถึงกรุงฮานอยเลย หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับต้องเดินทางรวม 4,153 กิโลเมตรทีเดียว บีบีซีบอกว่าถ้าคิมนั่งรถไฟจากเปียงยางถึงฮานอย6ก็น่าจะไปหยุดที่สถานีซาลัม เพราะเป็นสถานีที่มีความกว้างของรางรถไฟตามมาตรฐาน" หากแผนการเดินทางเป็นอย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วันครึ่ง แปลว่าคิมต้องเผื่อเวลาเดินทางที่จะมาถึงเวียดนามในวันจันทร์ เพื่อให้ทันการประชุมสุดยอดที่คาดว่าจะจัดขึ้น 27-28 ก.พ.นี้ ไม่ต้องสงสัยว่าทำไม คิม จองอึน จึงไม่ค่อยชอบเครื่องบิน คิม จองอิล พ่อของเขา และคิม อิลซุง ปู่ของเขา กลัวการขึ้นเครื่องบิน จึงหลีกเลี่ยงการเดินทางทางอากาศ แต่คิม จองอึน ก็ยอมนั่งเครื่องบินไปประชุมกับทรัมป์ที่สิงคโปร์ปีที่แล้วด้วยเครื่องบินของแอร์ไชน่าที่รัฐบาลจีนจัดให้พิเศษ ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ คิม จองอึน ขึ้นรถไฟขบวนพิเศษจากเปียงยางแล้ว มุ่งหน้าสู่ฮานอยโดยผ่านประเทศจีน โลกกำลังจะเปลี่ยน คิมก็ต้องปรับ ทรัมป์ก็ต้องเปลี่ยน!.