คดีแอชตัน อโศก ศาลปกครองสูงสุดพิจารณานัดแรก 20 กันยายน 2565 ระหว่างสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 16 คน ฟ้อง กทม. และการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีตัวแทนจาก บมจ.อนันดา เป็นผู้ร้องสอด กรณีพิพาทหน่วยงานทางปกครองอนุมัติโครงการไม่ชอบด้วยกฎหมา
โดยคดีแอชตัน อโศก ตุลาการผู้แถลงคดี ให้ความเห็นหลังจากฟังแถลงข้อเท็จจริงว่า กรณี รฟม. อนุญาตให้โครงการแอชตัน อโศก ใช้ที่ดินที่เวนคืน เพื่อเป็นทางเข้าออก ขยายถนนจากความกว้าง 6.4 เมตร เป็น 13 เมตร สอดรับกับกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่ง รฟม.
ได้รับประโยชน์เป็นอาคารจอดรถและอาคารสำนักงานมูลค่า 97 ล้านบาท เป็นการดำเนินการโดยชอบ คำอุทธรณ์ฟังขึ้น ดังนั้น ตุลาการผู้แถลงคดีจึงมีความเห็นโครงการดำเนินการไปโดยชอบ ควรกลับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ให้ยกฟ้องจำเลยทุกคดี อย่างไรก็ตาม ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดี เป็นเพียงความเห็นอิสระ ไม่ได้นำมาพิจารณาร่วมกับการตัดสินของตุลาการเจ้าของสำนวน จึงยังต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง ด้านนายพิสิษฐ เดชไชยยาศักดิ์ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท วีระวงค์, ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด ที่ปรึกษากฎหมายของโครงการแอชตัน อโศก ให้สัมภาษณ์หลังการพิจารณาว่า คำแถลงการของตุลาการผู้แถลงคดีเป็นมุมบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ประชาชน และสถาบันการเงิน หากมองย้อนไปจะเห็นว่า โครงการแอชตัน อโศก ไม่ก่อเกิดความเสียหายต่อใคร กระทั่ง รฟม. ยังได้อาคารสำนักงานและอาคารที่จอดรถ สามารถนำไปใช้สอยได้ การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นไปตามกฎหมาย กล่าวคือ ทางเข้า-ออกยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟม. แอชตัน อโศก จ่ายผลประโยชน์ให้ รฟม.เป็นอาคารสำนักงานและอาคารจอดรถ มูลค่า 97 ล้านบาท การสั่งรื้อถอนโครงการแอชตัน อโศก ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใคร แต่จะสร้างผลกระทบเชิงลบตั้งแต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคสถาบันการเงิน ไปจนถึงการลงทุนจากต่างชาติ เนื่องจากโครงการแอชตัน อโศก เป็นการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง จากประเทศญี่ปุ่น คดีดังกล่าวอาจกระทบความเชื่อมั่นด้านการลงทุน ธนาคารไม่กล้าปล่อยให้ภาคอสังหาฯ ลงทุน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีแอชตัน อโศก ครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงอีกคดีระหว่างแอชตัน อโศก กับสยามสมาคม ที่ยังมีการฟ้องร้องในศาลปกครองกลางอยู่ และมีลูกบ้านแอชตันกว่า 668 ครอบครัวเป็นผู้ร้องสอด
