ตลาด BEV ไทยเนื้อหอม หลายค่ายบุกตลาด แนวโน้มแข่งขันรุนแรง รถยนต์ไฟฟ้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อินโฟเควสท์
ในปี 2565 ที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงการเข้ามาทำตลาดรถยนต์ BEV ในหลายรูปแบบในไทย ซึ่งทำให้ตลาดรถยนต์ BEV ในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นมาก และยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สำหรับในปี 2566 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าจะเป็นอีกปีที่ดีสำหรับตลาดรถยนต์ BEV ในไทย ซึ่งหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่ยอดขายรถยนต์ BEV จะสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดถึง 271.
6% ไปแตะระดับ 50,000 คัน เพิ่มขึ้นจาก 13,454 คันในปี 2565 แม้ยังมีปัจจัยกดดันอยู่จากเรื่องระบบ Ecosystem ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหลังมีการเคลมปัญหาชิ้นส่วนและการใช้งานบ่อยขึ้น รวมถึงประเด็นการรออะไหล่ที่ยาวนานเนื่องจากยังไม่มีฐานผลิตในไทย ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว ซึ่งแรงหนุนหลัก มาจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์จากความต้องการรถยนต์ BEV ที่ยังอยู่ในระดับสูงของผู้บริโภค อันเป็นผลของ มาตรการกระตุ้นด้านราคาที่ถูกจุดจากทางภาครัฐและ การเร่งกระจายจุดชาร์จรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน ประกอบกับ ปัจจัยด้านอุปทาน โดยมีสัญญาณบวกจาก สถานการณ์การขาดแคลนชิปในการผลิตรถยนต์ที่เริ่มคลี่คลายขึ้นตามลำดับทำให้โอกาสส่งมอบรถยนต์ทำได้ดีขึ้น ค่ายรถต่างส่งสัญญาณบุกตลาดมากขึ้นในไทย ไม่ว่าจะจากจีน ตะวันตก ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกาหลีใต้ โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์ BEV รุ่นใหม่ในไทยปีนี้หลายรุ่นหลาย Segment ตั้งแต่รถยนต์นั่งไปจนถึงรถปิกอัพ ซึ่งจะทำให้มีตัวเลือกรถยนต์ BEV มากขึ้นในตลาด ยอดขายรถยนต์ BEV ในจีนตกลงมาก ทำให้จีนมีโอกาสส่งออกมาทำตลาดในไทยแทนมากขึ้น หลังรัฐบาลกลางจีนไม่ต่ออายุมาตรการให้เงินอุดหนุนในการซื้อรถยนต์ BEV ทั้งนี้ ปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ในด้านหนึ่ง ช่วยสนับสนุนให้ผู้ซื้อรถ BEV ในไทยมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงสภาวะการแข่งขันในตลาดรถ BEV ที่คงจะรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การแข่งขันของตลาดรถยนต์ BEV ในไทย มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีก จากจำนวนผู้เล่นที่มีแนวโน้มหนาตามากขึ้น เนื่องจากคาดว่าจะยังมีค่ายรถในจีนอีกหลายแบรนด์ที่อาจมีแผนรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ ขณะเดียวกันก็เพื่อบริหารจัดการอัตรากำลังการผลิตส่วนเกินในจีนด้วย และเมื่อผนวกกับการที่ค่ายรถสหรัฐฯที่ใช้สิทธิ FTA นำเข้าจากจีนมาไทยและกำลังเตรียมจะเข้ามาลุยตลาดรถยนต์ BEV ในรุ่นตลาด Mass แล้ว ก็ยังมีค่ายรถญี่ปุ่นที่ถึงแม้จะเข้ามาลุยตลาดช้าแต่ก็มีพื้นฐานเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือในกลุ่มผู้บริโภคไทยมานาน ตลอดจนค่ายเกาหลีและตะวันตกที่ก็เป็นที่รู้จักในตลาดรถยนต์ BEV โลกที่กำลังจะตามเข้ามาทำตลาดด้วย อย่างไรก็ดี เนื่องจากตลาดรถยนต์ BEV ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทำให้ตลาดยังเปลี่ยนแปลงได้อีกมากหรือมี Dynamic สูง โดยแม้รถยนต์ BEV ของค่ายจีนจะเข้ามาบุกชิงส่วนแบ่งตลาดไปก่อน แต่การเข้ามารุกตลาดของค่ายรถจีนและทุกๆ ค่ายในระยะต่อจากนี้ไปอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อผู้บริโภคชาวไทยมีแนวโน้มจะพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ มากขึ้น หลังมีข้อมูลใหม่ๆ ผ่านผู้ที่มีประสบการณ์การใช้รถยนต์ BEV ในรุ่นก่อนเข้ามาให้พิจารณาตลอด ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ค่ายรถยนต์ BEV ที่น่าจะได้รับการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นค่ายรถที่มีแบรนด์อิมเมจในตลาด BEV ที่เข้มแข็ง รวมถึงมีการลงทุนในเรื่องของเครือข่ายการบริการและซ่อมบำรุงที่น่าเชื่อถือและทั่วถึง เพราะรถยนต์เทคโนโลยีใหม่อย่าง BEV ยังไม่เป็นที่มักคุ้นในตลาดวงกว้างนัก ซึ่งการที่บางค่ายรถมีการตั้งโรงงานในไทย ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้มากในเรื่องบริการหลังการขาย โดยเฉพาะการซ่อมบำรุงและหาอะไหล่ทดแทน ซึ่งผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มาก หากประเมินจากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคส่วนใหญ่ในประเทศยังมีความไม่แน่นอนแล้ว ทำให้รถยนต์ BEV ค่ายจีนที่เน้นจับตลาด Mass ด้วยระดับราคาต่ำกว่าค่ายรถสัญชาติอื่นชัดเจน และปัจจุบันยังสามารถส่งมอบรถยนต์ BEV ถึงมือลูกค้าได้เร็วขึ้นกว่าอดีต น่าจะส่งผลให้รถยนต์ BEV ของค่ายจีนในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะนี้ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าน่าจะมีโอกาสที่สัดส่วนยอดขายรถยนต์ BEV ของค่ายจีนในปี 2566 อาจเพิ่มขึ้นเป็น 85% ต่อยอดขาย BEV รวม จากปี 2565 ที่สัดส่วนอยู่ที่ 78% สำหรับการเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ BEV ในไทยนั้น ค่ายรถแต่ละค่ายคงต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยต่างๆ ที่เหมาะสม ทั้งระดับกำลังการผลิตในแต่ละฐานการผลิตของค่ายรถ ความเชื่อมโยงของการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนตลอดซัพพลายเชน รวมถึงโอกาสของค่ายที่จะสามารถผลิตได้ Economies of scale ในไทยในอนาคต ซึ่งวัดจากโอกาสในการขายรถยนต์ BEV ในประเทศของไทยท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่สูงขึ้น และโอกาสในการส่งออกรถยนต์ BEV จากไทย ผ่านการศึกษาแนวโน้มการตอบรับของผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวา เป็นต้น ซึ่งเราคงจะได้เห็นความคืบหน้าของการลงทุนผลิตรถยนต์ BEV ในไทยและผลที่จะตามมาต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป โดยเฉพาะสำหรับค่ายรถที่เข้าร่วมโครงการของภาครัฐ
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
HILITE: CHASE พุ่ง 8.15% กลับขึ้นมาเหนือจอง คาดหวังผลงานปี 66 โตเด่น-งานทวงหนี้กำลังกลับมา : อินโฟเควสท์CHASE พุ่ง 8.15% หรือ เพิ่มขึ้น 0.22 บาท มาที่ 2.92 บาท มูลค่าซื้อขาย 117.18 ล้านบาท เมื่อเวลา 15.00 น.จากราคาเปิด 2.78 บาท ราคาสูงสุด 3.00 บาท ราคาต่ำสุด 2.78 บาท บมจ.เชฎฐ์ เอเชีย (CHASE) เข้าตลาดหลักทรัพย์ (SET) เมื่อ 21 ก.พ.ที่ผ่านมาด้วยราคา IPO 2.90 บาท โดยปิดเทรดวันแรกที่ 3.00 บาท หลังจากขึ้นไปสูงสุดที่ 3.58 บาท แต่เมื่อ 24, 27-28 ก.พ.ราคาปรับลงต่อเนื่อง และลงไปต่ำสุด ปิดที่ 2.70 บาทเมื่อวันที่ 28 ก.พ.66 นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า […]
Read more »
KBANK มองปี 66 ยอดขายรถ BEV ในไทยแตะ 5 หมื่นคัน ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -1 มี.ค. 66 15:50 น. ศูนย์วิจัยกสิกไรทย มองยอดขายรถ BEV ในไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตแตะ 50,000 คัน ทำเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็นไม่...
Read more »
ซัพพลายเออร์แอปเปิ้ลเร่งย้ายฐานการผลิตจากจีน หวั่นปมขัดแย้งสหรัฐ-จีน : อินโฟเควสท์โกเออร์เทก อิงค์ (GoerTek Inc) ผู้ผลิต Airpod ให้กับแอปเปิ้ล อิงค์ระบุว่า บรรดาซัพพลายเออร์จีนของบริษัทแอปเปิ้ลมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์เอาไว้อย่างมาก เพื่อป้องกันผลกระทบจากปัญหาตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ ทั้งนี้ นายคาซุโยชิ โยชินางะ รองประธานโกเออร์เทกกล่าวว่า โกเออร์เทกเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากที่กำลังพิจารณาหาทำเลที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ นอกเหนือไปจากจีนซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของบริษัทโกเออร์เทก โดยโกเออร์เทกได้ทุ่มเม็ดเงินเบื้องต้น 280 ล้านดอลลาร์ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนาม ขณะเดียวกันก็พิจารณาขยายฐานการผลิตในอินเดียด้วย นายโยชินางะระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ของสหรัฐกดดันอย่างหนักให้ผู้ผลิต เช่น โกเออร์เทก เฟ้นหาฐานการผลิตทางเลือก “ตั้งแต่เดือนม.ค.เป็นต้นมา ผู้คนจำนวนมากจากฝั่งลูกค้าแวะเวียนมาหาเราเกือบทุกวัน โดยประเด็นหลักคือถามว่าเมื่อไรเราจะย้ายฐานการผลิต” นายโยชินางะกล่าว สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มต้นขึ้นจากสงครามการค้า จากนั้นก็ขยายเป็นวงกว้าง โดยมีการออกมาตรการคว่ำบาตรการแลกเปลี่ยนชิปและเงินทุน ส่งผลให้บรรดาธุรกิจต่าง ๆ ต้องกลับมาคิดทบทวนเรื่องห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิปที่มีอายุนานหลายทศวรรษอีกครั้ง โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine
Read more »
อินโดนีเซียเดินหน้าสร้างนิคมอุตสาหกรรมสำหรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า : อินโฟเควสท์ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันอังคาร (28 ก.พ.) ว่า อินโดนีเซียกำลังก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ขนาด 16,400 เฮกตาร์ (ราว 102,500 ไร่) บนเกาะกาลิมันตัน สำหรับกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ปธน.วิโดโดกล่าวขณะเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมในเขตบูลูงัน จังหวัดกาลิมันตันเหนือว่า นิคมแห่งนี้จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นอนาคตของอินโดนีเซีย ปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามดึงดูดกลุ่มนักลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก อันเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ปธน.วิโดโดเผยว่านิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินการช่วงต้นปี 2567 จะใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การใช้โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งจะมีการตั้งโรงงานปิโตรเคมีและโรงงานผลิตอะลูมิเนียมในนิคมดังกล่าวด้วย พร้อมกล่าวเชื้อเชิญนักลงทุนทุกคนที่สนใจผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาลงทุนในประเทศภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine
Read more »
คนฮ่องกงยังสวมหน้ากากอนามัยต่อไปหวั่นติดโรค แม้รัฐเลิกบังคับ : อินโฟเควสท์ฮ่องกงเพิ่งยุติกฎการสวมหน้ากากอนามัยที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในวันนี้ (1 มี.ค.) อย่างไรก็ตาม แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงสวมหน้ากากอนามัยตามท้องถนนและบนรถโดยสารสาธารณะ นายจอห์น ลี ผู้นำฮ่องกง ได้ประกาศยกเลิกกฎดังกล่าวเมื่อวันอังคาร (28 ก.พ.) หลังจากกำหนดให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะทุกแห่ง หากฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับขั้นต่ำ 5,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (634 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยกฎนี้ถูกยกเลิกในเวลาเที่ยงคืน หลังจากบังคับใช้มานานกว่า 2 ปี หนึ่งในประชาชนที่ยังคงเลือกสวมหน้ากากต่อไปคือ ลิลี่ หญิงวัย 42 ปี ซึ่งกล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกกังวลใจถ้าไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย ฉันจึงสวมเอาไว้ตลอดเพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะไม่ป่วย และฉันจะสวมต่อไปอีก 6 เดือน จนกว่าจะรู้สึกปลอดภัยและปรับตัวได้แล้ว” สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เมืองใหญ่หลายเมืองในเอเชียก็มีข้อกำหนดเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ แต่ก็ไม่มีที่ใดที่บังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวยาวนานเท่าฮ่องกง นายจอห์น ลี ผู้บริหารเกาะฮ่องกงกล่าวว่า การประกาศยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นมาตรการหลักด้านการจำกัดการเว้นระยะห่างทางสังคมข้อสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นบ่งชี้ว่า “ฮ่องกงกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์” โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 66) Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLine
Read more »
ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจก.พ.ทิศทางสดใส ยืนเหนือ 50 ครั้งแรกรอบ 8 เดือน : อินโฟเควสท์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนก.พ.66 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50 ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน โดยอยู่ที่ระดับ 50.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.8 ในเดือนม.ค.66 ตามความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการ คำสั่งซื้อ และการจ้างงานที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ และเป็นการปรับดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นทั้งในภาคที่มิใช่การผลิตและภาคการผลิต โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของภาคที่มิใช่การผลิตในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นในเกือบทุกด้าน ส่วนหนึ่งจากนักลงทุนชาวจีนที่เริ่มทยอยกลับเข้ามาโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น และภาคการค้าปลีกที่ความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการและคำสั่งซื้อปรับเพิ่มขึ้น สำหรับความเชื่อมั่นของภาคการผลิต แม้ว่าจะยังอยู่ต่ำกว่า 50 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่แย่ลง แต่ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ ในเกือบทุกหมวดธุรกิจ ยกเว้นกลุ่มผลิตยานยนต์ที่ความเชื่อมั่นปรับลดลงมาก โดยปรับลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 และ pre-Covid (ค่าเฉลี่ยปี 62) อีกครั้ง เนื่องจากความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อใหม่ และผลประกอบการปรับลดลงมาก สอดคล้องกับความเชื่อมั่นด้านภาวะการส่งออกที่ปรับลดลงมากเช่นกัน โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ 56.2 ใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยความเชื่อมั่นของภาคที่มิใช่การผลิต ปรับลดลงในเกือบทุกองค์ประกอบและในเกือบทุกหมวดธุรกิจ ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคการผลิตปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน ตามความเชื่อมั่นของกลุ่มผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมและเกือบทุกหมวดธุรกิจ ยังอยู่เหนือระดับ […]
Read more »
