ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้ตลาดตราสารหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวในระยะกลาง จากหลายปัจจัยสนับสนุน ทั้งการบริหารเงินทุนของธนาคาร, แรงกดดันหนี้สาธารณะ และความต้องการของนักลงทุน
“ ตลาด ตราสารหนี้ เพื่อ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวในระยะกลาง จากปัจจัยหลายประการ เช่น การบริหารเงินทุนของธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้น แรงกดดันต่อการใช้เงินลงทุนภาครัฐจากระดับหนี้สาธารณะที่สูง รวมถึงความต้องการจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว” ข้อมูลจากงาน Thailand and Asia-Pacific Infrastructure Outlook 2026 โดย ฟิทช์ เรทติ้งส์ ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 25 ปีของการจัดตั้งสำนักงาน ฟิทช์ เรทติ้งส์ ในประเทศไทย เมื่อเดือนก.
พ.2544 ที่นักวิเคราะห์อาวุโสของฟิทช์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการเงิน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการของการกู้ยืมนอกตลาด ในประเทศไทยและภูมิภาค โดยวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ และยิ่งยง นิลเสนา นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยและอดีตประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ Sajal Kishore กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและการเงินโครงการ ประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า สัดส่วนผู้ออกตราสารหนี้ด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ สะท้อนถึงปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์ ทั้งนี้ ผู้กู้ในภาคโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายในประเทศโดยมีต้นทุนที่ต่ำ จากธนาคารและผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร จึงลดความจำเป็นในการออกตราสารหนี้ต่างประเทศ และจำกัดจำนวนธุรกรรมที่เข้าสู่การจัดอันดับเครดิต “ฟิทช์เลือกใช้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตแบบ Project Finance แทนแบบ Corporate สำหรับตราสารหนี้โครงสร้างพื้นฐาน โดยพิจารณาจากลักษณะของสินทรัพย์ และที่สำคัญคือโครงสร้างหนี้และโครงสร้างธุรกรรม โดยการจัดอันดับเครดิตแบบ Project Finance มักจะใช้สำหรับสินทรัพย์ที่มีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจหรือมีลักษณะกึ่งผูกขาด รองรับด้วยสัญญาระยะยาว และโครงสร้างที่คุ้มครองเจ้าหนี้ ซึ่งมักมีการแยกความเสี่ยงจากการล้มละลาย” ขณะที่ผู้ออกตราสารแบบ Corporate มักเผชิญการแข่งขันมากกว่า และโดยทั่วไปมีเงื่อนไขหนี้ที่คุ้มครองเจ้าหนี้น้อยกว่า การวิเคราะห์แบบ Project Finance พิจารณาอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ หรืออัตราส่วนความครอบคลุมตลอดอายุโครงการ เพื่อประเมินความสามารถของกระแสเงินสดในการรองรับหนี้ที่ทยอยครบกำหนดชำระคืน ส่วนการวิเคราะห์แบบ Corporate จะมุ่งเน้นไปที่อัตราส่วนหนี้สิน เช่น หนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย “พัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการกู้ยืมนอกตลาด” โอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ในหลายด้าน เช่น ระบบขนส่งมวลชน ระบบราง ถนน และท่าเรือ ซึ่งมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการเชื่อมโยงการค้าระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การออกตราสารหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังมีจำนวนจำกัด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากธนาคารและภาครัฐ ทำให้นักลงทุนสถาบัน เช่น บริษัทจัดการกองทุน บริษัทประกัน และกองทุนเพื่อการบำนาญ มีโอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไม่มากนัก ฟิทช์คาดว่า
ตราสารหนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ฟิทช์ เรทติ้งส์ การลงทุน ตลาด
