นักกฎหมายมหาชน อ่านเกมการเมือง ปม กลเกมต่อรองอำนาจ ปม “สว.สีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ” บิ๊กอ้วน ภูมิธรรม-ทวี สอดส่อง“ ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษดีเป็นเครื่องมือ โอกาสตกเก้าอี้สูง
กรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของประธานวุฒิสภา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 และ หรือไม่ ส่วนคำขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น มีมติเอกฉันท์ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุด “ดร.
ณัฏฐ์” ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องปม สว.สีน้ำเงิน วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม ผู้ถร้องที่ 2 คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ตนให้ความรู้ทางด้านกฎหมายมหาชน ไม่ได้เป็นการชี้นำศาล หรือไม่ไปละเมิดอำนาจศาล แต่เป็นการให้ความรู้เชิงวิชาการ ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดเนื้อหาในสำนวน เพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อยากรู้ถึงแนวคำวินิจฉัยและผลแห่งคดีนี้ เป็นอย่างไร เพื่อให้สังคมรับทราบอีกแง่มุมหนึ่ง อันเป็นประโยชน์สาธารณะ ตนเคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ในประเด็นที่ คณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งแท่น จะเล่นงาน กลุ่ม สว. จำนวน 138 คน เป็นกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน เพื่อใช้อำนาจต่อรองในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการต่อรองอำนาจ และทำลายความชอบธรรม กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน กลุ่มนี้ ที่เชื่อมโยงในทางพฤตินัยกับพรรคภูมิใจไทย ที่เปลี่ยนโลโก้พรรคเอาสีแดงออก เหลือเพียงสีน้ำเงินล้วน ที่กลุ่มนี้ ขัดขวางนโยบายพรรคเพื่อไทยในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและ แก้ไข พรบ.ประชามติ ทั้งความปรากฏแก่ กกต. กรณีพนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานรัฐรับเรื่องไว้ จะต้องรายงานให้ กกต.ทราบ ตามมาตรา 49 แห่ง พรป.กกต. เป็นการใช้ช่องทางลัดนำคดีผ่านประธานวุฒิสภา สู่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะสงสัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ เป็นช่องทางที่ยื่นผ่านองค์กรตนเองและศาลรัฐธรรมนูญย่อมรับไว้พิจารณาและตรวจสอบ แม้ไม่สั่งให้รัฐมนตรีทั้งสองหยุดปฎิบัติหน้าที่ก็ตาม หากพิจารณาข้อกล่าวหาที่ประธานวุฒิสภาเสนอต่อศาลในฐานะผู้ร้อง ระบุรายละเอียดเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ว่า”…นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม ผู้ถูกร้องที่ 2 ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เสนอเรื่องขอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อมีมตีให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไข เพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และ เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 และ หรือไม่…“ สิ่งที่ผู้ถูกร้องทั้งสองจะต่อสู้คดีเพียงว่า ตาม ตนทั้งสองใช้อำนาจคณะกรรมการบอร์ด ไม่ใช้สถานะความเป็นรัฐมนตรี คงไม่ได้ เพราะสวมหมวก 2 ใบ ตาม พรบ.สอบสวนคดีพิเศษให้อำนาจคณะกรรมการพิเศษในมาตรา 21 นั้น โดยใช้กฎหมายคนละฉบับกับ กกต.คงฟังไม่ขึ้น เพราะคดีทุจริตการเลือก สว.เป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของ กกต.โดยตรง ตามรัฐธรรมนูญ พรป.กกต.และ พรป.สว. หมายความว่า การกระทำใดของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่สร้างนิติสัมพันธ์กับปัจเจกชน จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อกฎหมายได้ให้อำนาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้ารัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำโดยไม่มีอำนาจ การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดการผูกพันตามกฎหมาย แตกต่างจากกฎหมายเอกชน ตามหลักความเท่าเทียมที่ว่า ”ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ย่อมสามารถกระทำได้“ ตรงข้ามกัน หากพิจารณาเนื้อหาที่ผู้ร้องเสนต่อศาลรัฐธรรมนูญ พฤติการณ์แห่งคดี ระบุว่า เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำ หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือ แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้ร้องจะต้องพิสูจน์ว่ากระทำตามคำร้อง ส่วนฝ่ายผู้ร้องจะนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้าง แต่พยานหลักฐานที่ชี้ขาดว่า รมว.ทั้งสอง จะตกเก้าอี้หรือไม่? ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้เกมของกลุ่ม สว.สีน้ำเงินที่เดินถูกจังหวะ ถูกเวลา และถูกทาง ในการไต่สวน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเรียกหน่วยงานที่มีส่วนได้เสียมาให้ถ้อยคำ ทั้งดีเอสไอและ กกต. แต่ ดีเอสไอย่อมปกป้องนายของตนเองว่า ปฏิบัติตามมาตรา 21 แห่ง พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ และผู้ถูกร้องทั้งสอง ใช้อำนาจในฐานประธานและรองประธานบอร์ดโดยตำแหน่ง เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ระบบไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญไม่ฟังความฝ่ายเดียว ยังต้องฟัง กกต. กฤษฎีกาและนักวิชาการที่เป็นกลางทางการเมือง ประกอบการพิจารณาในการให้ถ้อยคำ ซึ่งเกมตัดเชือก คือ กกต. กฤษฎีกา และนักวิชาการที่มีความเป็นกลางทางการเมืองที่มีน้ำหนักที่จะเชือดตกเก้าอี้ หรือยกคำร้อง เป็นตัวแปรสำคัญ หากพิจารณาแนวโน้มพยานบุคคลปาก กกต. อ้างอิง รัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาตรา 49 พรป.กกต.และบทนิยาม พรป.สว.มาสนับสนุน คดีทุจริต สว.ตาม พรป.สว.เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด เป็นอำนาจเด็ดขาดของ กกต.อีกทั้ง กกต.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรมหนึ่ง ในกระทรวงยุติธรรม เกิดขึ้น พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ใช้กฎหมายคนละฉบับกันเมื่อความปรากฎมีการกระทำผิดเกิดขึ้น พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานรัฐ“รับเรื่อง”จะต้องรายงานให้ กกต.ทราบ ตามมาตรา 49 พรป.กกต.มาเป็นตัวเพิ่มน้ำหนัก มีน้ำหนักในการชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองรายใช้อำนาจรัฐมนตรีแทรกแซงหรือไม่ เพราะหากไม่มีกฎหมาย ให้อำนาจและไม่ใช่หน้าที่ของตน ย่อมไม่อาจเข้าไปแทรกแซง ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือเพื่อบีบให้กลุ่ม สว.สีน้ำเงินกระทำตาม หรือข่มขู่คุกคาม เพื่อล้มล้าง สว.สีน้ำเงิน โดยเฉพาะข้อความในเอกสารลับที่ว่า เป็นกลุ่มขบวนการให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติการใช้สถานะความเป็นรัฐมนตรีก็ดี การใช้อำนาจของประธานบอร์ดหรือรองประธานบอร์ดคดีพิเศษ อีกสถานะหนึ่งก็ดี เป็นการสวมหมวกสองใบ ย่อมมีธงอยู่ในใจ จะเห็นได้จากมติ 11 เสียงจากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดรับเฉพาะข้อหาฟอกเงิน ซึ่งบัญญัติท้าย พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ อยู่แล้ว แม้จะอ้างว่า เงินพัวพุันทุจริตสมคบกันฟอกเงินมูลค่าเกิน 300 ล้าน เพื่อให้อยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ล้วนเป็นการอุปมาและคาดคะเน โดยไร้หลักฐานเส้นการเงิน ตรงนี้ ฝ่ายผู้ร้องสามารถใช้อำนาจศาลเรียกพยานเอกสารเส้นเงิน ไปแสดงต่อศาลได้ เพื่อมัดคาศาล ศรีธนญชัยก็ดิ้นไม่หลุด ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ เคย วินิจฉัย ไว้เป็นบรรทัดฐาน ตามคำวินิจฉัยที่ 21/2567 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 167 ประกอบมาตรา 170 วรรคหนึ่ง เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง หากศาลรัฐธรรมนูญเรียกรายงานการประชุมบอร์ดคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับฟังถ้อยคำพยานปากความเห็นจาก กกต. ความเห็นกฤษฎีกา ที่ปรึกษาของรัฐบาลและความเห็นนักวิชาการที่เป็นกบางทางการเมืองประกอบพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ส่งผลให้การเมืองไทยร้อนแรงและจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่ารัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามกฎหมายจะใช้อำนาจแทรกแซง ก้าวก่าย ครอบงำในหน่วยงานที่ตนเองกำกับไม่ได้ ซึ่งแนวโน้มน้ำหนักทางคดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ กลุ่ม สว.สีน้ำเงินได้เปรียบทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎกมาย เพราะศาลใช้ระบบไต่สวน มิใช่ระบบกล่าวหา ศาลมีหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ไม่อยู่ภายใต้จำกัดข้อเท็จจริงและกรอบเวลา ดังนั้น รูปคดีคดีนี้ โอกาสที่ผู้ถูกร้องทั้งสองมีโอกาสตกเก้าอี้สูง ไม่ต่างจากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลวางแนวคำวินิจฉัยลักษณะกว้างเอาไว้กรณี กรณีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 เป็นบรรทัดฐาน ที่รัฐมนตรีรับงานจากนายใหญ่ ให้ สว.สีน้ำเงิน ที่ถูกกล่าวหาบางส่วน เปลี่ยนใจย้ายค่าย ย้ายโปร กันไว้เป็นพยานและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยไม่ยึดหลักกฎหมายและไม่ยึดความถูกต้องดร.ณัฏฐ์ ชี้เกมภูมิใจไทยยังไม่ถึงขั้นยุบสภา เชื่อแค่ปรับ ครม. รัฐบาลไปต่อได้จับโบรกเกอร์ของ 'หมอบุญ' คาสุวรรณภูมิกลางดึก หลังถูกจีนเนรเทศ‘ดีเอสไอ’ ประสาน กทม. ลงพื้นที่ตึก สตง.ถล่ม พร้อมกรมโยธาธิการฯ หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม แย้มฝาก 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ชาวไทย บ.ไชน่า เรลเวย์ฯ เข้าพบดีเอสไอ ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ดีกว่าซ่อนตัวเงียบ ระบุ ขยายผลฐานฟอกเงินได้ หากพบความผิดมูลฐาน ตาม 28 ประเภทความผิดกฎหมายฟอกเงิน
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ภูมิธรรม-ทวี ยกคณะลุยจีน บุกดูความเป็นอยู่ 40ชาวอุยกูร์หลังส่งกลับบ้าน'ภูมิธรรม-ทวี' ออกเดินทางไปจีน นำคณะสื่อบุกดูความเป็นอยู่ 40 ชาวอุยกูร์ถึงบ้านพัก หลังส่งกลับเดือนที่แล้ว พร้อมขอพบชุดแรกปี 58 ด้วย
Read more »
'ภูมิธรรม-ทวี' เดินทางถึงจีนแล้ว เดินสายพบ 'อุยกูร์' ถกผู้นำท้องถิ่น'ภูมิธรรม-ทวี' เดินทางถึงจีนแล้ว ภารกิจแน่นเอี๊ยดตลอดวัน เดินสายพบ 'อุยกูร์' ถกผู้นำท้องถิ่นลากยาวยัน 4 ทุ่ม
Read more »
“ภูมิธรรม-ทวี” ออกเดินทางไปจีน นำสื่อฯ ดูความเป็นอยู่ “อุยกูร์”“ภูมิธรรม-ทวี” ออกเดินทางไปจีนแล้ว พร้อมนำคณะสื่อดูความเป็นอยู่ของ “ชาวอุยกูร์” พร้อมขอพบชุดแรกปี 2558 ด้วย
Read more »
“ภูมิธรรม-ทวี” ถึงจีนแล้ว แยกคณะเดินสายพบ “อุยกูร์”“ภูมิธรรม-ทวี” ถึงจีนแล้ว ภารกิจแน่นตลอดทั้งวัน แยกคณะเดินสายพบ 'อุยกูร์' พร้อมถกผู้นำท้องถิ่นลากยาวยัน 4 ทุ่ม
Read more »
คณะภูมิธรรมถึงจีน เดินสายพบอุยกูร์-หารือผู้นำฯภูมิธรรม-ทวี เดินทางถึงจีนแล้ว ภารกิจแน่นเอี๊ยดตลอดวัน เดินสายพบ อุยกูร์ ถกผู้นำท้องถิ่นลากยาวยัน 4 ทุ่ม
Read more »
ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง คดี สว.ยื่นถอดถอน”ภูมิธรรม-ทวี”ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ รับคำร้อง ส.ว.ยื่นถอดถอน”ภูมิธรรม-ทวี” ปมรับฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษ สั่งยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาใน 15 วัน แต่ยังไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
Read more »
