จ่าขจร : ทหารคือรั้วหรือรูรั่ว? (3)

United States News News

จ่าขจร : ทหารคือรั้วหรือรูรั่ว? (3)
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 siamrath_online
  • ⏱ Reading Time:
  • 115 sec. here
  • 3 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 49%
  • Publisher: 63%

ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล ทหารยั่งยืนเพราะมีศักดินา สังคมไทยเป็นสังคมศักดินา ทหารจึงอยู่คู่สังคมไทยตลอดมา เจ้านายของขจรก้าวหน้าในอาชีพราชการเป็นอย่างดี จากที่เป็นแค่นาวาอากาศโทในปีแรกที่ขจรทำงานด้วย ไม่ถึงสิบปีก็ติดยศพลอากาศตรี จนกระทั่งใน พ.ศ.

เจ้านายของขจรก้าวหน้าในอาชีพราชการเป็นอย่างดี จากที่เป็นแค่นาวาอากาศโทในปีแรกที่ขจรทำงานด้วย ไม่ถึงสิบปีก็ติดยศพลอากาศตรี จนกระทั่งใน พ.ศ. 2534 ที่มีรัฐประหารไล่รัฐบาลบุฟเฟต์คาบิเนตของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เจ้านายของขจรก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและวุฒิสมาชิกตามลำดับ การได้ติดตามนายทหารระดับ “บิ๊ก” ทำให้เขาทราบว่า นายทหารเหล่านี้ “เขาคิดและทำอะไรกัน” แม้จะเป็นเพียงการสังเกตการณ์เพียงภายนอก แต่เมื่อได้แลกเปลี่ยนกับบรรดาพนักงานขับรถและคนใกลิชิดกับบิ๊ก ๆ เหล่านั้น ก็ทำให้ขจรมองเห็นว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งบิ๊ก ๆ ของบิ๊ก ๆ ทั้งหลายนี้ ก็ด้วยการอาศัย “เจ้านายและพรรคพวก” ทั้งสิ้น ซึ่งต่อมาเมื่อเขาได้แต่งงานและได้ฟังความคิดต่าง ๆ ของภรรยา ก็ทำให้เขาทราบว่านี่คือ “ศักดินา” คือระบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน ในแบบ “เจ้ากับไพร่” หรือ “นายกับบ่าว” นั่นเอง ใกล้บ้านเจ้านายของเขาเป็นตลาดเก่ามีร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่มากมาย ระหว่างรอเจ้านายเขามักจะไปเดินเล่นหรือหาซื้ออะไรกินเป็นประจำ และได้ไปติดใจแม่ค้าขายเสื้อผ้าคนหนึ่ง ซึ่งบางทีเขาก็เอาเครื่องแบบเก่า ๆ ไปฝากขาย เพียงเพื่อจะได้แวะเวียนไปพูดคุยกับแม่ค้าคนนี้ แต่ก็ขายยากเพราะผู้คนสมัยก่อนยังไม่นิยมเสื้อผ้ามือสอง จะมีก็แต่วัยรุ่นที่อยากโก้มาซื้อไปใส่บ้างนาน ๆ ครั้ง แต่ระหว่างที่รอเครื่องแบบเขาขายได้ เขาก็ได้แวะเวียนไปคุยอยู่กับแม่ค้าคนสวยนี้อยู่เป็นระยะ กระทั่งได้ขอแต่งงานในอีกสองปีต่อมา โดยฝ่ายหญิงบอกว่าไม่ได้แต่งเพราะความรักหรืออยากมีสามีอะไรแต่อย่างใดไม่ เพียงแค่อยากจะหาคนในเครื่องแบบมาคุ้มกันบรรดาจิ๊กโก๋ทั้งหลายที่ชอบแวะเวียนมาจีบเธอ จนถึงขั้นที่บางคนก็มาข่มขู่คุกคามว่าถ้าไม่ตกลงปลงใจจะมาทำร้าย จึงคิดว่าจ่าทหารอย่างขจรคงจะสร้างความน่าเกรงขามให้กับอันธพาลเหล่านั้นได้ ซึ่งก็เป็นจริงเพราะบรรดาจิ๊กโก๋และอันธพาลก็ไม่เห็นเข้ามาตอแยเธออีกหลังจากที่เธอแต่งงานกับเขาแล้ว ภรรยาของเขาก็มีชีวิตที่ต่อสู้มาอย่างยากลำบาก เติบโตมาในชนบททางจังหวัดภาคเหนือ การศึกษาก็จบแค่มัธยมสามเช่นกัน เธอเป็นลูกกำพร้าต้องอาศัยอยู่กับป้าและลุง เธอตามเพื่อนมาทำงานในกรุงเทพฯ แรก ๆ ก็เป็นเด็กทำงานตามบ้าน พออายุได้ 18 ปีก็ไปทำงานโรงงาน ทำอยู่เกือบสิบปีก็ทนนายจ้างที่ชอบเอาเปรียบไม่ได้ รวมถึงสังคมคนงานที่ไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย รวมถึงภัยคุกคามทางเพศนั้นด้วย พอเธอเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งก็ออกมาลงทุนเช่าแผงขายของ จนกระทั่งมาได้ขายเสื้อผ้าในตอนที่ขจรมาเจอเธอนั้น ระหว่างนั้นเธอก็พยายามหาทางเรียนต่อ จนสามารถสอบเทียบชั้นมัธยมหกและเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเปิดแถวหัวหมากได้ โดยเลือกเรียนในคณะรัฐศาสตร์ เพราะเธอเชื่อมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่า คนใหญ่คนโตในประเทศไทยล้วนแต่เป็นข้าราชการ จึงอยากรู้ว่าทำไมคนพวกนี้จึงมีอำนาจและได้ปกครองประเทศไทยเรื่อยมา การที่ตกลงใจแต่งงานกับขจรก็มีเหตุผลอีกอย่างหนึ่งด้วยว่าอยากใกล้ชิดผู้มีอำนาจ แม้ว่าขจรจะไม่ใช่ทหารชั้นผู้ใหญ่ แต่การที่เขาได้มาทำงานกับนายทหารระดับบิ๊ก ก็น่าจะทำให้เขามีมุมมองหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากนายทหารเหล่านั้นบ้างพอสมควร ตอนแรกขจรก็รู้เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ก็สงสัยว่าทำไมภรรยาของเขาจึงสนใจว่าเขาไปไหนมาไหนและทำอะไรกับเจ้านายบ้าง เพียงแต่คิดไปว่าคงเป็นนิสัยของคนเป็นเมียโดยทั่วไป ที่อยากรู้ว่าผัวไปทำอะไรที่ไหนอยู่กับใครบ้าง แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาของเขาก็พูดออกมาเองว่า ทำไมจึงชอบคุยเรื่องของเจ้านายกับเขาอยู่ทุกวัน โดยเธออ้างง่าย ๆ ว่า อยากรู้ว่าที่เรียนมากับเรื่องจริง ๆ นั้นเหมือนกันหรือไม่ แรก ๆ เขาก็รำคาญและหงุดหงิดมาก ที่ต้องมารายงานหรือเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับเจ้านายให้เธอฟัง แต่พอเข้าใจความต้องการของเธอแล้วก็ให้ความร่วมมือด้วยดี เธอบอกว่าการที่ทหารเหล่านี้ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน คือสาเหตุสำคัญของการ “ถ่วงรั้ง” ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ขจรเองไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเมืองก็ได้แต่นิ่งฟัง แม้ว่าที่เธอพูดออกมาส่วนใหญ่น่าจะมาจากตำราหรือสิ่งที่อาจารย์สอน แต่พอมาเป็นภาษาของเธอแล้วมันก็น่าฟังมากขึ้น ที่คงจะเป็นเพราะเธอพูดออกมาจากใจของคนในระดับและแบบของชีวิตเดียวกัน เธอไม่ได้ด่าว่าหรือพูดด้วยความเกลียดชังทหาร เธอใช้ศัพท์สูงอย่างหนึ่งที่เธอคงจะเรียนมาอีกเช่นกัน คือเธอพูดถึง “ระบบ” เธอบอกว่าศักดินานี้เป็นระบบที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้น แล้วหล่อหลอมรวมถึงที่โน้มน้าวให้ราษฎรยอมรับและเชื่อฟัง เพื่อให้ชนชั้นปกครองอยู่เหนือหรือ “ข้างบน” ในขณะที่ราษฎรนั้นอยู่ใต้อำนาจหรือ “ข้างล่าง” ซึ่งประเทศไทยก็ปกครองในระบบนี้มาโดยตลอด แม้จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่เราก็เป็นประชาธิปไตยแบบพิเศษ ที่พวกชนชั้นปกครองให้เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เจ้านายของขจรเกษียณไปเมื่อปีน้ำท่วมใหญ่ พ.

ศ. 2554 แต่เจ้านายของขจรก็ยังไม่ทอดทิ้งลูกน้อง เจ้านายของขจรชอบส่งเสริมให้ลูกน้องของเขาหารายได้พิเศษ ที่ทำอยู่เสมอก็คือเอาไปฝากฝังทำงานกับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ รวมถึงนักการเมือง งานชนิดนี้เรียกกันทั่วไปว่า “ผู้ติดตาม” หรือ “เจ้าหน้าที่อารักขาส่วนตัว” ซึ่งบางทีผู้ใหญ่และนักการเมืองเหล่านั้นก็ไม่ต้องการ แต่ด้วยความเกรงใจก็รับไว้ ทั้งนี้ก็คือต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนให้กับทหารผู้น้อยเหล่านี้ โดยที่เจ้านายของขจรก่อนที่จะเกษียณก็ได้พาขจรไปฝากกับนักการเมืองท้องถิ่นในระดับจังหวัดคนหนึ่ง ซึ่งนักการเมืองคนนั้นก็รับและ “จ่ายเงิน” ด้วยดี แต่พอผ่านไปสักปีหนึ่งก็ไม่จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนนั้นให้อีก โดยบอกว่ามีคนอื่นฝากคนมาทำหน้าที่นี้แทนแล้ว ซึ่งก็ทำให้ขจรได้รู้อีกด้วยว่า อำนาจนั้นมีเจริญแล้วก็มีเสื่อม เมื่อสิ้นยศหมดวาสนา อำนาจหรือความใหญ่โตที่เคยมีก็หมดสิ้นไปได้ แม้แต่นายทหารใหญ่ที่นักการเมืองก็ยังยอมก้มหัวให้ ก็ไม่เหลืออะไรเมื่อหมดตำแหน่งนั้น ขจรบอกว่าเขาโชคดีที่เขาสนใจเรื่องการก่อสร้างมาตั้งแต่เด็ก ๆ อาจจะเป็นด้วยพ่อของเขาที่ต้องมา “ใช้แรงงาน” ถูกเกณฑ์มาทำโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในฐานะทหารฝ่ายกบฏที่แพ้การศึก ซึ่งเขาก็เคยต้องตามพ่อไปทำงานเหล่านั้นอยู่บ่อย ๆ รวมถึงที่พ่อของเขาทั้งก่อนและหลังเกษียณก็แบ่งเวลาไปรับงานรับเหมาต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้านอยู่ด้วย พอเขาจะเกษียณบ้างก็เลยนึกถึงพ่อแล้วคิดอยากทำอาชีพแบบที่พ่อเคยทำนั้น อย่างที่ได้มารับต่อเติมซ่อมแซมบ้านของผมนี้ และได้ “สนทนาธรรม” กันอย่างลึกซึ้งดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่อง “ทหารกับศักดินา” ในมุมที่มองจากทั้ง “ข้างล่าง” และ “ข้างบน” คือจากสายตาของนายทหารชั้นผู้น้อยอย่างขจร ที่ได้ทำงานกับนายทหารใหญ่ที่กุมชะตาของประเทศอยู่ช่วงหนึ่งนี้ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เคยสรุปพฤติกรรมทางการเมืองของคนไทยว่า คนไทยเป็นพวกที่ “เฉื่อยชาทางการเมือง” คือไม่ค่อยสนใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือแสดงออกในกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ เช่น เวลาที่ไปเลือกตั้งก็ไปใช้สิทธิกันน้อย ต้องจูงใจด้วยอามิสสินจ้าง ทำให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง หรือต้องมีองค์กรอิสระมาคอยตรวจสอบนักการเมือง เพราะประชาชนไม่สนใจที่จะเข้ามาใช้อำนาจนี้ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องของขจรแล้ว แนวคิดเหล่านั้นคงจะต้องปรับเปลี่ยนไป เพราะถ้าเราเปิดรับฟังและเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้แสดงออก เราก็จะได้เห็นว่าคนไทยที่อยากจะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ยังมีอีกมาก สังคมเก่าเรียกทหารว่า “รั้วของชาติ” ซึ่งเราจะต้องมาช่วยกันคิดอุด “รอยรั่ว” หรือปัญหาต่าง ๆ ที่ศักดินาเหล่านั้นได้ฝากฝังไว้ ให้ “รั้วบ้าน” ของเรานี้มั่นคงแข็งแรงขึ้นด้วยราษฎรทั้งหลายต่อไป

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

siamrath_online /  🏆 15. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ธงชัย : ผู้โคจรรอบดาวฤกษ์ (3)ธงชัย : ผู้โคจรรอบดาวฤกษ์ (3)ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล ดาวเคราะห์ย่อมอวสานไปตามดาวฤกษ์ฉันใด สรรพสิ่งที่เกิดร่วมกันก็ต้องดับไปด้วยกันฉันนั้น ธงชัยเป็นคนชอบเรียนรู้ โดยเฉพาะ “ซอกมุม” ต่าง ๆ ของคนที่เขาทำงานด้วยดังนั้นเมื่อเขาได้มีโอกาสเดินเข้าออกทำเนียบรัฐบาลบ่อย ๆ เพราะต้องไปประสานงานกับ “ท่าน” คนที่ดึงเขาเข้ามาทำงานในบริษัททนายความใหญ่แห่งใหม่ เขาก็ได้รู้ว่า “ท่าน”...
Read more »

อภินิหารแรก : แจกเงิน 10,000 สดชื่นทั่วไทยอภินิหารแรก : แจกเงิน 10,000 สดชื่นทั่วไทยทวี สุรฤทธิกุล ถ้ารัฐบาลนี้ไม่มีอันเป็นไปเสียก่อน เราจะได้เห็น “อภินิหารแพทองธาร” อีกหลายชุด การแจกเงิน 10,000 บาทแก่ประชาชนในลอตแรกที่แจกให้กับกลุ่มเปราะบาง ได้รับเสียงฮือฮาต้อนรับด้วยดีพอสมควร ที่น่าสนใจก็คือทำท่าว่าจะกลบกระแส “ก่นด่า” ของผู้ที่รังเกียจเงินนี้(ความจริงเกลียดระบอบทักษิณและนักการเมืองพวกนี้)ได้มากพอสมควรเช่นกัน โดยเฉพาะ...
Read more »

จ่าขจร : ทหารคือรั้วหรือรูรั่ว?จ่าขจร : ทหารคือรั้วหรือรูรั่ว?ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล “สังคมใดที่ยังมีชนชั้นและการกดขี่ อาจจะมีความมั่นคง แต่จะขาดเสรีภาพและความก้าวหน้า” ไม่น่าเชื่อว่าข้อความข้างต้นจะออกมาจากปากของอดีตทหารเก่า ที่มีการศึกษาเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เติบโตมาในชนบท และเป็นทหารมาจนเกษียณราชการ แต่นี่คือสิ่งที่เขาชอบพูดอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในเวลาที่ “เหล้าเข้าปาก” ที่เพื่อน ๆ...
Read more »

จ่าขจร : ทหารคือรั้วหรือรูรั่ว? (2)จ่าขจร : ทหารคือรั้วหรือรูรั่ว? (2)ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล ศักดิ์ศรีของคนบ่อยครั้งที่วัดกันที่ภายนอก เช่น เครื่องแบบหรือการแต่งตัว อย่างที่เครื่องแบบทหารก็ใช้วัดกันอย่างหยาบ ๆ แบบนั้น ขจรเติบโตในพื้นที่ที่เรียกว่าเป็นชนบทของกรุงเทพฯในอดีต ทุ่งบางเขนในสมัยเมื่อ 60 กว่าปีมีแต่ท้องนาและป่าหญ้า แม้จะมีถนนหลายสายตัดผ่าน เริ่มตั้งแต่ถนนพหลโยธิน แจ้งวัฒนะ และรามอินทรา...
Read more »



Render Time: 2026-04-02 06:00:09