จีนซ้อมรบต่อ เน้นปฏิบัติการทางทะเล-โจมตีเรือดำน้ำ PPTVHD36 PPTVNews ช่อง36 จีน ไต้หวัน เรือดำน้ำ สงครามต่อต้านเรือดำน้ำ ข่าววันนี้ที่ต้องรู้ กรุณาบัวคำศรี รอบโลกDAILY
ปัจจบันมีมีเพียง 6 ชาติในโลกที่มีเรือดำน้ำประเภทนี้ นอกจากสหรัฐฯแล้ว ก็มี จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย และรัสเซีย ต่างจากสงครามในยูเครนที่เป็นการรบแบบใช้ปืนใหญ่และภาคพื้นดิน หากเกิดสงครามชึ้นในช่องแคบไต้หวันและแปซิฟิก การรบทางทะเลและเรือดำน้ำจะมีบทบาทที่สำคัญ แตกต่างจากเรือดำน้ำพลังงานดีเซล เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ใช้แหล่งพลังงานหลักจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีขนาดเล็ก เพื่อที่จะบรรจุลงในเรือดำน้ำได้ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทำให้เรือดำน้ำอยู่ใต้น้ำได้ยาวนานหลายเดือนโดยไม่ต้องกลับฐานเพื่อเติมพลังงานเดินเครื่องได้เงียบ ดำน้ำได้ลึกขึ้น มีความเร็วขึ้น ตรวจจับได้ยากขึ้นและมีอาวุธนิวเคลียร์เหล่านี้คือความน่ากลัว สหรัฐฯเป็นประเทศแรกที่สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้ นั่นคือ ยูเอสเอส นอติลุส ถูกปล่อยลงทะเลเมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้สหราชอาณาจักร จากนั้นก็ไม่เคยให้ใครอีกเลย จนกระทั่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมื่อสหรัฐฯ สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียจับมือกันในข้อตกลงที่เรียกว่าออคุส ตัดสินใจถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับออสเตรเลียเพื่อคานอิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายในอินโดแปซิฟิก ในคราวนั้นจีนออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก โดยระบุว่า การส่งต่อเทคโนโลยีนี้เป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก ในส่วนของจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีเรือดำน้ำเอง เจนเนอเรชั่นแรกของเรือดำน้ำจีนคือ ชั้น 035-Ming จากนั้นก็เป็นชั้น Song, Yuan และ S26T ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ก่อนขยับขึ้นมาเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่ชื่อ ชั้น 093 หรือ Type 093 และจีนอาจไปไกลกว่าที่หลายคนเคยคาดการณ์ไว้ นี่คือภาพถ่ายดาวเทียมที่ถูกเปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เผยให้เห็นว่าเรือลำหนึ่งที่จอดอยู่บริเวณท่าเทียบเรือของอู่ต่อเรือหูลูเต่า ในมณฑลเหลียวหนิงของจีน หลังภาพนี้ถูกปล่อยออกมาก็ทำให้เกิดคำถามว่า หรือนี่จะเป็นเรือดำน้ำโจมตีขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์รุ่นใหม่หรือรุ่นอัพเกรดของจีน เนื่องจากภาพถ่ายดาวเทียมนี้ถูกปล่อยออกมาหลังจากเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่งระบุว่ามีแนวโน้มว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กองทัพเรือจีนจะสร้างเรือดำน้ำโจมตีรุ่นใหม่ที่มีท่อยิงแนวตั้งสำหรับปล่อยขีปนาวุธร่อน โดยนักวิเคราะห์สันนิษฐานว่า แถบสีเขียวที่อยู่บริเวณโครงสร้างส่วนบนและส่วนท้ายของเรือ อาจเป็นส่วนติดตั้งท่อยิงขีปนาวุธและระบบขับเคลื่อนใหม่ที่ยิ่งทำให้สามารถเดินเครื่องได้เงียบลง อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมจีนไม่ได้ออกมายืนยัน ทั้งนี้ สงครามต่อต้านเรือดำน้ำที่จีนฝึกซ้อมเมื่อวานคือ ภาคต่อของการซ้อมรบใหญ่ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมาเพื่อตอบโต้การเยือนไต้หวันของเพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เป็นการซ้อมเสมือนจริง และมีหลายอย่างเป็นสิ่งที่จีนไม่เคยทำมาก่อน นอกเหนือจากการซ้อมป้องปรามการถูกโจมตีทางน้ำหรือการจำลองสถานการณ์สงครามต่อต้านเรือดำน้ำแล้ว จีนยังมีการขีปนาวุธข้ามเกาะไต้หวันเป็นครั้งแรกรวมถึงการส่งฝูงบินขับไล่แบบล่องหนความเร็วเหนือเสียง J-20 เข้าร่วมการรบเสมือนจริงครั้งแรกด้วย ในตอนแรกจีนประกาศว่า การซ้อมรบในไต้หวันที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมจะสิ้นสุดลงในตอนเที่ยงของวันที่ 7 แต่จนถึงขณะนี้การซ้อมรบยังคงดำเนินต่อ และยังไม่มีการประกาศจากทางจีนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ สิ่งนี้ทำให้ไต้หวันต้องยกระดับการเตรียมพร้อมด้วยการซ้อมรบเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันนี้ กองทัพไต้หวันเปิดเผยว่า จะจัดการซ้อมรบในเขตผิงตงซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของเกาะตั้งแต่วันนี้คือ 9 สิงหาคม จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม โดยการซ้อมรบคราวนี้จะเป็นการใช้กระสุนจริง รายงานจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า การซ้อมรบของไต้หวันคราวนี้จะเป็นการสนธิกำลังจากหลายหน่วย ตั้งแต่พลซุ่มยิง ยานหุ้มเกราะ และยานหุ้มเกราะลำเลียงพล การขยายการซ้อมรบต่อของจีนและการเริ่มซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของไต้หวันถูกมองว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ล่าสุดมีความเห็นจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โจ ไบเดนต่อเรื่องนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ทำอะไรไปมากกว่าการซ้อมรบบริเวณช่องแคบไต้หวัน แต่ยอมรับว่าความเคลื่อนไหวของจีนในเวลานี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล อีกคนจากฝั่งสหรัฐที่ออกมาพูดคือ โคลิน คาห์ล ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้านนโยบาย โดยเขาระบุว่า แม้สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันจะตึงเครียดขึ้นหลังจีนซ้อมรบด้วยกระสุนจริงอย่างต่อเนื่อง แต่การวิเคราะห์ของกระทรวงกลาโหมยังไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้ นั่นคือ จีนจะไม่บุกไต้หวันก่อนปี 2027 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่จีนทำขณะนี้เป็นเพียงการบีบบังคับไต้หวันและประชาคมโลก ที่น่าสนใจคือ เขาบอกว่า สหรัฐฯจะเดินเรือหรือบินผ่านบริเวณที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาตให้ทำต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทุกชาติมีสิทธิ์ในการใช้น่านน้ำสากล พื้นที่ที่รัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯพูดถึงว่าจะทำการเดินเรือต่อไปอาจหมายถึงบริเวณช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นจุดที่จีนปักหลักซ้อมรบอยู่ในเวลานี้ ช่องแคบไต้หวันมีความกว้างประมาณ 180 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนในจีนแผ่นดินใหญ่ และเกาะไต้หวัน ช่องแคบนี้เป็นส่วนหนึ่งของทะเลจีนใต้ และเป็นเส้นทางเดินเรือขึ้นเหนือจากทะเลจีนใต้ไปยังทะเลจีนตะวันออก จุดนี้เป็นพื้นที่นี้ยังคงมีข้อพิพาทที่เชื่อมต่อจากทะเลจีนใต้ โดยสหรัฐฯ ยึดว่าช่องแคบไต้หวันเป็นน่านน้ำสากล ส่วนจีนมองว่าช่องแคบนี้คือส่วนหนึ่งของน่านน้ำตน จากนโยบายจีนเดียวที่ผนวกรวมไต้หวันด้วย และเนื่องจากมองว่าเป็นน่านน้ำสากล ที่ผ่านมา สหรัฐฯและพันธมิตรมีการเดินเรือผ่านช่องแคบไต้หวันตลอด รวมถึงการเดินเรือรบด้วย กลางเดือนตุลาคมปีที่แล้ว สหรัฐฯและแคนาดานำเรือรบ 2 ลำผ่านช่องทางนี้ โดยเรือของสหรัฐคือ USS Dewey เรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์เบิร์ก ติดขีปนาวุธนำวิถี ส่วนของแคนาดาเป็นเรือฟริเกต HMCS Winnipeg เพื่อเข้าไปในทะเลจีนใต้ จีนออกมาประณามสหรัฐฯ และแคนาดาทันที โดยระบุว่า การส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันคือการกระทำที่บ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ถึงแม้สหรัฐฯจะประเมินว่า จีนจะยังไม่บุกไต้หวัน แต่ไต้หวันไม่คิดเช่นนั้นเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของไต้หวันระบุว่า จีนกำลังใช้การซ้อมรบครั้งนี้เป็นการเตรียมการบุกไต้หวัน โจเซฟ หวู่ รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันกล่าวระหว่างการแถลงในกรุงไทเปวันนี้ว่า ไต้หวันจะไม่หวาดกลัวแม้ว่าการซ้อมรบของจีนยังคงดำเนินไปต่อ และหลายครั้งก็รุกล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน หวู่ยังบอกด้วยว่า จีนใช้การเยือนไต้หวันของเพโลซีเป็นข้ออ้าง และการซ้อมรบครั้งนี้เป็นเตรียมการสำหรับรุกรานไต้หวัน ท่าทีจากทางจีน ไต้หวันและสหรัฐฯ ทำให้หลายคนประเมินว่า ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่อาจจะยาวนานและบานปลายออกไป หนึ่งในคนที่ประเมินแบบนี้คือ ผู้นำของสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ในระหว่างแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวานว่า เตือนว่าความตึงเครียดบนช่องแคบไต้หวันไม่น่าจะคลี่คลายในเร็วๆนี้ เขาระบุว่าความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน กำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งคู่มีความหวาดระแวงอย่างหนัก และทั้งคู่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างจำกัด.
ปัจจบันมีมีเพียง 6 ชาติในโลกที่มีเรือดำน้ำประเภทนี้ นอกจากสหรัฐฯแล้ว ก็มี จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย และรัสเซีย ต่างจากสงครามในยูเครนที่เป็นการรบแบบใช้ปืนใหญ่และภาคพื้นดิน หากเกิดสงครามชึ้นในช่องแคบไต้หวันและแปซิฟิก การรบทางทะเลและเรือดำน้ำจะมีบทบาทที่สำคัญ แตกต่างจากเรือดำน้ำพลังงานดีเซล เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ใช้แหล่งพลังงานหลักจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีขนาดเล็ก เพื่อที่จะบรรจุลงในเรือดำน้ำได้ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทำให้เรือดำน้ำอยู่ใต้น้ำได้ยาวนานหลายเดือนโดยไม่ต้องกลับฐานเพื่อเติมพลังงานเดินเครื่องได้เงียบ ดำน้ำได้ลึกขึ้น มีความเร็วขึ้น ตรวจจับได้ยากขึ้นและมีอาวุธนิวเคลียร์เหล่านี้คือความน่ากลัว สหรัฐฯเป็นประเทศแรกที่สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ได้ นั่นคือ ยูเอสเอส นอติลุส ถูกปล่อยลงทะเลเมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้สหราชอาณาจักร จากนั้นก็ไม่เคยให้ใครอีกเลย จนกระทั่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมื่อสหรัฐฯ สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียจับมือกันในข้อตกลงที่เรียกว่าออคุส ตัดสินใจถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับออสเตรเลียเพื่อคานอิทธิพลของจีนที่กำลังแผ่ขยายในอินโดแปซิฟิก ในคราวนั้นจีนออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก โดยระบุว่า การส่งต่อเทคโนโลยีนี้เป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาคและของโลก ในส่วนของจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีเรือดำน้ำเอง เจนเนอเรชั่นแรกของเรือดำน้ำจีนคือ ชั้น 035-Ming จากนั้นก็เป็นชั้น Song, Yuan และ S26T ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ก่อนขยับขึ้นมาเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่ชื่อ ชั้น 093 หรือ Type 093 และจีนอาจไปไกลกว่าที่หลายคนเคยคาดการณ์ไว้ นี่คือภาพถ่ายดาวเทียมที่ถูกเปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เผยให้เห็นว่าเรือลำหนึ่งที่จอดอยู่บริเวณท่าเทียบเรือของอู่ต่อเรือหูลูเต่า ในมณฑลเหลียวหนิงของจีน หลังภาพนี้ถูกปล่อยออกมาก็ทำให้เกิดคำถามว่า หรือนี่จะเป็นเรือดำน้ำโจมตีขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์รุ่นใหม่หรือรุ่นอัพเกรดของจีน เนื่องจากภาพถ่ายดาวเทียมนี้ถูกปล่อยออกมาหลังจากเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่งระบุว่ามีแนวโน้มว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กองทัพเรือจีนจะสร้างเรือดำน้ำโจมตีรุ่นใหม่ที่มีท่อยิงแนวตั้งสำหรับปล่อยขีปนาวุธร่อน โดยนักวิเคราะห์สันนิษฐานว่า แถบสีเขียวที่อยู่บริเวณโครงสร้างส่วนบนและส่วนท้ายของเรือ อาจเป็นส่วนติดตั้งท่อยิงขีปนาวุธและระบบขับเคลื่อนใหม่ที่ยิ่งทำให้สามารถเดินเครื่องได้เงียบลง อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมจีนไม่ได้ออกมายืนยัน ทั้งนี้ สงครามต่อต้านเรือดำน้ำที่จีนฝึกซ้อมเมื่อวานคือ ภาคต่อของการซ้อมรบใหญ่ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมาเพื่อตอบโต้การเยือนไต้หวันของเพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เป็นการซ้อมเสมือนจริง และมีหลายอย่างเป็นสิ่งที่จีนไม่เคยทำมาก่อน นอกเหนือจากการซ้อมป้องปรามการถูกโจมตีทางน้ำหรือการจำลองสถานการณ์สงครามต่อต้านเรือดำน้ำแล้ว จีนยังมีการขีปนาวุธข้ามเกาะไต้หวันเป็นครั้งแรกรวมถึงการส่งฝูงบินขับไล่แบบล่องหนความเร็วเหนือเสียง J-20 เข้าร่วมการรบเสมือนจริงครั้งแรกด้วย ในตอนแรกจีนประกาศว่า การซ้อมรบในไต้หวันที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมจะสิ้นสุดลงในตอนเที่ยงของวันที่ 7 แต่จนถึงขณะนี้การซ้อมรบยังคงดำเนินต่อ และยังไม่มีการประกาศจากทางจีนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ สิ่งนี้ทำให้ไต้หวันต้องยกระดับการเตรียมพร้อมด้วยการซ้อมรบเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันนี้ กองทัพไต้หวันเปิดเผยว่า จะจัดการซ้อมรบในเขตผิงตงซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของเกาะตั้งแต่วันนี้คือ 9 สิงหาคม จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม โดยการซ้อมรบคราวนี้จะเป็นการใช้กระสุนจริง รายงานจากสำนักข่าวเอพีระบุว่า การซ้อมรบของไต้หวันคราวนี้จะเป็นการสนธิกำลังจากหลายหน่วย ตั้งแต่พลซุ่มยิง ยานหุ้มเกราะ และยานหุ้มเกราะลำเลียงพล การขยายการซ้อมรบต่อของจีนและการเริ่มซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของไต้หวันถูกมองว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ล่าสุดมีความเห็นจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โจ ไบเดนต่อเรื่องนี้ ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ทำอะไรไปมากกว่าการซ้อมรบบริเวณช่องแคบไต้หวัน แต่ยอมรับว่าความเคลื่อนไหวของจีนในเวลานี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล อีกคนจากฝั่งสหรัฐที่ออกมาพูดคือ โคลิน คาห์ล ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้านนโยบาย โดยเขาระบุว่า แม้สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันจะตึงเครียดขึ้นหลังจีนซ้อมรบด้วยกระสุนจริงอย่างต่อเนื่อง แต่การวิเคราะห์ของกระทรวงกลาโหมยังไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้ นั่นคือ จีนจะไม่บุกไต้หวันก่อนปี 2027 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่จีนทำขณะนี้เป็นเพียงการบีบบังคับไต้หวันและประชาคมโลก ที่น่าสนใจคือ เขาบอกว่า สหรัฐฯจะเดินเรือหรือบินผ่านบริเวณที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาตให้ทำต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทุกชาติมีสิทธิ์ในการใช้น่านน้ำสากล พื้นที่ที่รัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯพูดถึงว่าจะทำการเดินเรือต่อไปอาจหมายถึงบริเวณช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นจุดที่จีนปักหลักซ้อมรบอยู่ในเวลานี้ ช่องแคบไต้หวันมีความกว้างประมาณ 180 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนในจีนแผ่นดินใหญ่ และเกาะไต้หวัน ช่องแคบนี้เป็นส่วนหนึ่งของทะเลจีนใต้ และเป็นเส้นทางเดินเรือขึ้นเหนือจากทะเลจีนใต้ไปยังทะเลจีนตะวันออก จุดนี้เป็นพื้นที่นี้ยังคงมีข้อพิพาทที่เชื่อมต่อจากทะเลจีนใต้ โดยสหรัฐฯ ยึดว่าช่องแคบไต้หวันเป็นน่านน้ำสากล ส่วนจีนมองว่าช่องแคบนี้คือส่วนหนึ่งของน่านน้ำตน จากนโยบายจีนเดียวที่ผนวกรวมไต้หวันด้วย และเนื่องจากมองว่าเป็นน่านน้ำสากล ที่ผ่านมา สหรัฐฯและพันธมิตรมีการเดินเรือผ่านช่องแคบไต้หวันตลอด รวมถึงการเดินเรือรบด้วย กลางเดือนตุลาคมปีที่แล้ว สหรัฐฯและแคนาดานำเรือรบ 2 ลำผ่านช่องทางนี้ โดยเรือของสหรัฐคือ USS Dewey เรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์เบิร์ก ติดขีปนาวุธนำวิถี ส่วนของแคนาดาเป็นเรือฟริเกต HMCS Winnipeg เพื่อเข้าไปในทะเลจีนใต้ จีนออกมาประณามสหรัฐฯ และแคนาดาทันที โดยระบุว่า การส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันคือการกระทำที่บ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ถึงแม้สหรัฐฯจะประเมินว่า จีนจะยังไม่บุกไต้หวัน แต่ไต้หวันไม่คิดเช่นนั้นเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของไต้หวันระบุว่า จีนกำลังใช้การซ้อมรบครั้งนี้เป็นการเตรียมการบุกไต้หวัน โจเซฟ หวู่ รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันกล่าวระหว่างการแถลงในกรุงไทเปวันนี้ว่า ไต้หวันจะไม่หวาดกลัวแม้ว่าการซ้อมรบของจีนยังคงดำเนินไปต่อ และหลายครั้งก็รุกล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน หวู่ยังบอกด้วยว่า จีนใช้การเยือนไต้หวันของเพโลซีเป็นข้ออ้าง และการซ้อมรบครั้งนี้เป็นเตรียมการสำหรับรุกรานไต้หวัน ท่าทีจากทางจีน ไต้หวันและสหรัฐฯ ทำให้หลายคนประเมินว่า ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่อาจจะยาวนานและบานปลายออกไป หนึ่งในคนที่ประเมินแบบนี้คือ ผู้นำของสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ในระหว่างแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวานว่า เตือนว่าความตึงเครียดบนช่องแคบไต้หวันไม่น่าจะคลี่คลายในเร็วๆนี้ เขาระบุว่าความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน กำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งคู่มีความหวาดระแวงอย่างหนัก และทั้งคู่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างจำกัด
