จากมื้ออาหารสู่การรักษ์โลก: ความมั่นคงทางอาหารจากสองมือและหนึ่งจานของทุกคน

อาหาร News

จากมื้ออาหารสู่การรักษ์โลก: ความมั่นคงทางอาหารจากสองมือและหนึ่งจานของทุกคน
สุขภาพปศุสัตว์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • 📰 ktnewsonline
  • ⏱ Reading Time:
  • 161 sec. here
  • 12 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 96%
  • Publisher: 63%

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงทั่วโลก ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

แต่ไหนแต่ไรมา เมื่อพูดถึงการบริโภคโปรตีน เรามักจะถูกปลูกฝังว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ทั้งยังเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก และยังเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้มากถึง 90 - 100% ขณะที่ โปรตีนจากพืช มักจะถูกมองว่าเป็นโปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าเนื้อสัตว์ รวมทั้งหลายคนยังมีทัศนคติที่ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์นั้นคุ้มค่ากว่าบริโภคพืชผัก จึงทำให้ โปรตีนจากพืช ไม่ได้รับความนิยมมากนัก นักกำหนด อาหาร วิชาชีพ สมาคมนักกำหนด อาหาร แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในระยะหลังมีการศึกษาจำนวนมากที่ค้นพบว่าว่าการบริโภคโปรตีนจากสัตว์มากเกินไป ทั้งกลุ่มของเนื้อสัตว์แปรรูปและเนื้อแดงเช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเบาหวาน อีกทั้งอุตสาหกรรม ปศุสัตว์ ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการก่อมลพิษ ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีคำแนะนำในการจัด อาหาร ให้เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละคน โดยที่ได้จุดคุ้มทุนทางสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ เป็นการจัด อาหาร ที่คำนวณให้คนเราได้รับสาร อาหาร ที่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ลดการใช้สารเคมีในการเกษตรหรือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ข้อแนะนำดังกล่าวนี้เรียกว่า Planetary Diet for Earth and Health โดยกลุ่มการศึกษาชื่อ Eat Lancetก็คือกิน อาหาร ที่หลากหลาย ทุกคนคงเคยได้ยินเลข 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน อันนี้คือจาน สุขภาพ ดี แต่ Eat Lancet เขาพัฒนาไปมากกว่านั้น ก็คือว่า ในผักครึ่งจานควรจะเป็นผักที่หลากหลาย และควรจะเป็นผักท้องถิ่น อีกหนึ่งส่วนเป็นธัญพืช ก็เน้นความหลากหลายของท้องถิ่น ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้มากนัก เพราะว่าเรามีแหล่งธัญพืชค่อนข้างมาก แต่ปัญหาต่อมาคือแหล่งของโปรตีน ใน Eat Lancet บอกว่าควรกินโปรตีนจากสัตว์ต่อ โปรตีนจากพืช อยู่ที่ประมาณ 50:50 คือโปรตีนจากสัตว์ 50% โปรตีนจากพืช 50% หรือขยับเพิ่มขึ้นไปจนถึงโปรตีนจากสัตว์เพียง 40% และ โปรตีนจากพืช 60% ได้ อันนี้เป็นตัวเลขการคำนวณความต้องการโปรตีนที่ช่วยให้ทุกท่านได้โปรตีนที่เพียงพอต่อ สุขภาพ ไม่ทำให้เกิดภาวะขาดสาร อาหาร สำหรับสมิทธิ การบริโภค โปรตีนจากพืช ไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบราคาแพงจากต่างประเทศ แต่สามารถบริโภคถั่วเปลือกแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง เต้าหู้ เมล็ดธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในประเทศไทย และสามารถให้โปรตีนได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาหาร ที่ดีควรจะต้องส่งเสริมความยั่งยืนของ สุขภาพ คือหนึ่ง คุณกิน อาหาร แบบนั้นแล้ว ในระยะยาวคุณไม่เป็นโรค ทั้งโรคขาดสาร อาหาร และโรคจากการได้รับสาร อาหาร มากเกินไปโปรตีนจากสัตว์ประมาณ 50% โปรตีนจากพืช ประมาณ 50 - 60% จะเป็นจุดคุ้มทุนในแง่ของการส่งเสริมเชิง สุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักโภชนาการ มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่การบริโภค โปรตีนจากพืช ยังคงมีความท้าทายให้ขบคิดกันต่อ นั่นคือ เช่นกรณีศึกษาเกี่ยวกับผักวูลฟ์เฟีย ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี เต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ จนได้รับการผลักดันให้เป็น อาหาร แห่งอนาคต แต่ก็ทำให้ราคาของผักชนิดนี้พุ่งขึ้น 3 - 4 เท่าทีเดียว แน่นอนว่ามันขายได้ในเชิงการตลาด เชิงการตลาดทำสำเร็จ เชิงนวัตกรรม ทำสำเร็จ อาหาร แห่งอนาคต ทำสำเร็จ คำถามของผมก็คือว่า มันจะช่วยแก้ปัญหาประชาชนเข้าถึงสาร อาหาร จริงไหม ถ้าเราต้องการให้ผู้ที่มีปัญหาการเข้าถึงสาร อาหาร สามารถเข้าถึง อาหาร ที่ดีได้ในราคาที่ถูก การไปเล่นกับเทรนด์การตลาดหรือ อาหาร แห่งอนาคต คุณควรเอาไปขายคนที่เขาซื้อได้มากกว่า เพราะฉะนั้น มันต้องบาลานซ์ให้ดีว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาเรื่องอะไร กับใคร เราจะผลักดัน อาหาร แห่งอนาคตหรือ อาหาร นวัตกรรม ผมไม่ขัด เพราะมันทำประโยชน์ ทำรายได้ได้ หรือว่าคุณจะไปกระแสแพลนต์เบส หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่ยังคงดีต่อ สุขภาพ อยู่บ้าง อันนี้โอเค ในขณะเดียวกัน เราก็ยังต้องบาลานซ์การแก้ปัญหาของการเข้าถึงสาร อาหาร ของกลุ่มประชาชนทั่วไปด้วยในเวลาเดียวกัน.

แต่ไหนแต่ไรมา เมื่อพูดถึงการบริโภคโปรตีน เรามักจะถูกปลูกฝังว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ทั้งยังเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก และยังเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้มากถึง 90 - 100% ขณะที่โปรตีนจากพืชมักจะถูกมองว่าเป็นโปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าเนื้อสัตว์ รวมทั้งหลายคนยังมีทัศนคติที่ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์นั้นคุ้มค่ากว่าบริโภคพืชผัก จึงทำให้โปรตีนจากพืชไม่ได้รับความนิยมมากนัก นักกำหนดอาหารวิชาชีพ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในระยะหลังมีการศึกษาจำนวนมากที่ค้นพบว่าว่าการบริโภคโปรตีนจากสัตว์มากเกินไป ทั้งกลุ่มของเนื้อสัตว์แปรรูปและเนื้อแดงเช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเบาหวาน อีกทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการก่อมลพิษ ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีคำแนะนำในการจัดอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละคน โดยที่ได้จุดคุ้มทุนทางสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ เป็นการจัดอาหารที่คำนวณให้คนเราได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ลดการใช้สารเคมีในการเกษตรหรือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ข้อแนะนำดังกล่าวนี้เรียกว่า Planetary Diet for Earth and Health โดยกลุ่มการศึกษาชื่อ Eat Lancetก็คือกินอาหารที่หลากหลาย ทุกคนคงเคยได้ยินเลข 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน อันนี้คือจานสุขภาพดี แต่ Eat Lancet เขาพัฒนาไปมากกว่านั้น ก็คือว่า ในผักครึ่งจานควรจะเป็นผักที่หลากหลาย และควรจะเป็นผักท้องถิ่น อีกหนึ่งส่วนเป็นธัญพืช ก็เน้นความหลากหลายของท้องถิ่น ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้มากนัก เพราะว่าเรามีแหล่งธัญพืชค่อนข้างมาก แต่ปัญหาต่อมาคือแหล่งของโปรตีน ใน Eat Lancet บอกว่าควรกินโปรตีนจากสัตว์ต่อโปรตีนจากพืชอยู่ที่ประมาณ 50:50 คือโปรตีนจากสัตว์ 50% โปรตีนจากพืช 50% หรือขยับเพิ่มขึ้นไปจนถึงโปรตีนจากสัตว์เพียง 40% และโปรตีนจากพืช 60% ได้ อันนี้เป็นตัวเลขการคำนวณความต้องการโปรตีนที่ช่วยให้ทุกท่านได้โปรตีนที่เพียงพอต่อสุขภาพ ไม่ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร สำหรับสมิทธิ การบริโภคโปรตีนจากพืชไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบราคาแพงจากต่างประเทศ แต่สามารถบริโภคถั่วเปลือกแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง เต้าหู้ เมล็ดธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในประเทศไทย และสามารถให้โปรตีนได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาหารที่ดีควรจะต้องส่งเสริมความยั่งยืนของสุขภาพ คือหนึ่ง คุณกินอาหารแบบนั้นแล้ว ในระยะยาวคุณไม่เป็นโรค ทั้งโรคขาดสารอาหารและโรคจากการได้รับสารอาหารมากเกินไปโปรตีนจากสัตว์ประมาณ 50% โปรตีนจากพืชประมาณ 50 - 60% จะเป็นจุดคุ้มทุนในแง่ของการส่งเสริมเชิงสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักโภชนาการ มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่การบริโภคโปรตีนจากพืชยังคงมีความท้าทายให้ขบคิดกันต่อ นั่นคือ เช่นกรณีศึกษาเกี่ยวกับผักวูลฟ์เฟีย ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี เต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ จนได้รับการผลักดันให้เป็นอาหารแห่งอนาคต แต่ก็ทำให้ราคาของผักชนิดนี้พุ่งขึ้น 3 - 4 เท่าทีเดียว แน่นอนว่ามันขายได้ในเชิงการตลาด เชิงการตลาดทำสำเร็จ เชิงนวัตกรรม ทำสำเร็จ อาหารแห่งอนาคต ทำสำเร็จ คำถามของผมก็คือว่า มันจะช่วยแก้ปัญหาประชาชนเข้าถึงสารอาหารจริงไหม ถ้าเราต้องการให้ผู้ที่มีปัญหาการเข้าถึงสารอาหารสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีได้ในราคาที่ถูก การไปเล่นกับเทรนด์การตลาดหรืออาหารแห่งอนาคต คุณควรเอาไปขายคนที่เขาซื้อได้มากกว่า เพราะฉะนั้น มันต้องบาลานซ์ให้ดีว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาเรื่องอะไร กับใคร เราจะผลักดันอาหารแห่งอนาคตหรืออาหารนวัตกรรม ผมไม่ขัด เพราะมันทำประโยชน์ ทำรายได้ได้ หรือว่าคุณจะไปกระแสแพลนต์เบส หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่ยังคงดีต่อสุขภาพอยู่บ้าง อันนี้โอเค ในขณะเดียวกัน เราก็ยังต้องบาลานซ์การแก้ปัญหาของการเข้าถึงสารอาหารของกลุ่มประชาชนทั่วไปด้วยในเวลาเดียวกัน

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

ktnewsonline /  🏆 24. in TH

สุขภาพ ปศุสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สภาพภูมิอากาศ เกษตรยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร โปรตีนจากพืช คอลัมนิสต์

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-04-02 04:27:22