คิดว่าประชาชน 'กินหญ้า'/เปลว สีเงิน
หลายประเทศแก้ปัญหาการทำรัฐประหารด้วยการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เช่นชิลี หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน สำหรับประเทศไทยถึงจะมีนโยบายปราบคอร์รัปชันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงนโยบายที่ไม่ได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริง และไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ชูการปราบคอร์รัปชันในวงการเมือง จะมีก็แค่ปราบโกงในกองทัพ เพราะหาเสียงแบบนี้ได้คะแนนจากกลุ่มคนที่เกลียดทหาร ตัวอย่างเช่น หน้าเพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์วิสัยทัศน์ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ คำพูดสั้นๆ ที่เพจนี้เอามาโพสต์ไว้คือ ต่อให้มีเป็นร้อยสาย แต่นโยบายพัฒนาเมืองไม่ได้เรื่อง ก็จบเห่ นโยบายรถคันแรกออกมา เมื่อปี ๒๕๕๔ มีเสียงทักท้วงอย่างหนักว่า จะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมรถยนต์ย่อยยับยาวนานถึง ๕ ปี มีเสียงแนะนำว่า รัฐบาลควรลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานเช่นรถไฟฟ้าจะดีกว่า แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่นำพา ๑๘ มกราคม พ.
ศ.๒๕๕๕ - ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ "ชัชชาติ" เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เกือบตลอดระยะเวลาของนโยบาย รถคันแรก "ชัชชาติ" อยู่ในกระทรวงคมนาคม ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือ หากจะเคลมว่า "ชัชชาติ" คือ "นักบริหารมืออาชีพ" แล้วอะไรที่สื่อให้เห็นว่ามีความเป็นมืออาชีพ ถ้าบอกว่า...ไม่รู้ว่าจะมีปัญหา ก็ต้องถามกลับว่าแล้วทำไมไม่ฟังเสียงเตือนตั้งแต่ต้น หากมองเลยไปว่า "ชัชชาติ" คือ แคนดิเดตนายกฯ ถามว่าปัญหาที่ใหญ่กว่ารถคันแรกคือปัญหาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ปัญหาปากท้องของประชาชน จะแก้อย่างไร ทั้งพักทั้งปลดมาหลายสิบปี วันนี้ยังเป็นหนี้บานตะไทอยู่ นโยบายรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในทางการเมืองมีการคิดและทำมานานแล้ว คิดนโยบายคิดได้...แต่วิธีการทำให้นโยบายเป็นจริงต้องชัดเจนด้วย แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? แต่ก็ทำกันมาทุกรัฐบาล อยากให้อ่าน....หน้าสิ่งแวดล้อมไทยโพสต์วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตีพิมพ์บทสนทนาของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงานแถลงข่าวของ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ "....แนวทางหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.๙ ที่มีหลัก ๓ ประการ คือ การมีเหตุมีผล การพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มกันมาเป็นหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ใช่การประยุกต์ ซึ่งเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีความเปราะบาง ปัญหาที่สำคัญก็คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วและมีจำนวนมาก ปกติคนที่ก่อร่างสร้างตัวสมัยก่อนทำงานไปหนี้จะลดลงไปเรื่อย เป็นความยั่งยืนในบั้นปลายชีวิต แต่ตอนนี้ คนที่อายุมากแล้ว แต่หนี้กลับไม่ลด หนี้เหล่านี้ไม่ใช่หนี้สินทรัพย์ หรือเป็นหนี้เพื่อการลงทุนก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภค ทั้งการท่องเที่ยว การซื้อของ ออกรถใหม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ด้วยเหตุนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจึงเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และ ๖๐% เป็นหนี้การอุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้ ๒๐% เป็นหนี้เสีย ปัญหาหนี้ดังกล่าวเห็นได้ชัดในภาคเกษตร คนอายุ ๔๐-๕๐ ปียังมีหนี้สูง กู้ไปเรื่อยๆ เพื่อนำเงินกู้ใหม่มาชำระหนี้เก่า กู้เพื่อเอาเงินใหม่ไปจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการกู้ต่อเนื่อง หนี้เหล่านี้เห็นได้จากยอดสินเชื่ออุปโภคบริโภค ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาวที่ไม่มีทางออก ถ้าเราไม่ทำอะไร การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ทั้งหลักการมีเหตุผล หลักการพอเพียง และภูมิคุ้มกัน ของในหลวง ร.๙ สามารถนำมาใช้ได้หมด ซึ่งตามหลักการทรงงานของพระองค์ท่านไม่มีทางลัด การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยกลไกเชิงสร้างระบบ เช่น ความไม่มั่นคงการออม หนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เศรษฐกิจดี แต่คนไม่จับจ่าย เนื่องจากมีภาระหนี้สินที่ต้องไปชำระ หรือคนที่ตอนทำงานใหม่ๆ เงินเดือนอาจไม่เยอะ แต่พอทำไปนานๆ เงินเดือนเยอะขึ้น กลับไม่มีเงินออม และมีภาระหนี้ หนี้ครัวเรือนจำนวนมากจึงยังหาทางออกไม่ได้ ซึ่งการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายมหภาค ทั้งการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือยืดระยะเวลาเวลาหนี้ ก็แก้ปัญหา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพวกที่เป็นหนี้ไม่ได้ ดังนั้น วิธีการแก้ต้องแก้ด้วยวิธีระดับจุลภาค ไม่ใช่มหภาค โดยเฉพาะภาคเกษตร มีความซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาแบบมหภาคอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้เราต้องหันมาดูบริบทของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องมาดูที่ข้อต่อต่างๆ ในระบบ ภาคเกษตรของเรามีปัญหาเรื่องรายได้ไม่ดีมาตลอด พบว่าผลผลิตตอบแทนต่อพื้นที่ของไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆ ในอาเซียน อยู่เหนือเพียงพม่าเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใช้หลักบริหารมหภาคมาแก้ไม่ได้ แต่ต้องเข้าไปดูรายละเอียด เช่น เรามีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง มากกว่าประเทศอื่นหรือไม่ อาจต้องแนะนำให้เกษตรกรหันไปทำเกษตรเชิงประณีตแทน นาแปลงใหญ่ ในพื้นที่เล็กกว่าเดิม แต่สามารถลดต้นทุนแต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่มากกว่าเดิม จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ ไม่มีนโยบายมหภาคใดที่จะแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้เบ็ดเสร็จ หรือใช้นโยบายแบบท็อปดาวน์ จากบนลงล่างมาแก้ โดยไม่ดูปัญหาประชาชน ไม่มีนโยบายการเงินหรือหลักเศรษฐศาสตร์ใด ที่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้โดยลำพัง ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเริ่มจากประชาชน เกษตรกร ภาครัฐ แล้วเอาปัญหาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมถือว่านโยบายปิดทองเดินมาถูกทางแล้ว การทำงานของปิดทอง ที่ทำตามแนวพระราชดำริ ถือว่าได้มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนชนบท ให้รู้จักการมีเหตุผล รู้จักความพอเพียง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน และจะเป็นกันชนไม่ให้เราได้รับผลกระทบจากความผันผวนของโลกภายนอกได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเบร็กซิต ปัญหาอเมริกากับจีน หรือตอนนี้ก็คืออินเดียกับปากีสถาน ซึ่งโลกต่อไปจะมีปัญหาแบบนี้เยอะขึ้น ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราก็จะได้รับผลกระทบ อีกทั้งต่อไปคนวัยทำงานของเราจะลดลง ดังนั้นคนที่ทำอยู่จะต้องเก่งขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น การทำเกษตรแบบไมโคร หรือจุลภาคน่าจะเป็นคำตอบ...." เหลือเวลาอีก ๓ สัปดาห์ คงยาก เพราะแค่ด่ากันเรื่อง ประชาธิปไตย สืบทอดอำนาจ ก็หมดเวลาแล้วผักกาดหอม
