คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/68: ยังคงขาดทุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์

ธุรกิจและการเงิน News

คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/68: ยังคงขาดทุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์
ผลประกอบการส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์
  • 📰 PostToday
  • ⏱ Reading Time:
  • 518 sec. here
  • 15 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 228%
  • Publisher: 51%

คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/68 ของบริษัทยังคงติดลบ 3,000 ล้านบาท แม้โรงกลั่นจะดีขึ้นแต่ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด ปัจจัยหลักมาจากการหดตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในธุรกิจโอเลฟินส์ และแนวโน้มยังอ่อนแอต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4/68

คาดยังขาดทุน 3,000 ล้านบาท ตาม ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ที่หดตัว หลักๆยังได้รับผลจากธุรกิจ โอเลฟินส์ ที่อ่อนแอตาม ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ที่ลดลง แม้ โรงกลั่น GRM จะดีขึ้นแต่ก็ไม่สามารถชดเชยได้การใช้กำลังการผลิตคาดเพิ่มเป็น 104% จาก 103% ไตรมาสก่อน และจาก ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ดีขึ้นโดยดีเซล +2.

89 Jet +1.75 เหรียญ แต่ LSFO -4.4 เหรียญต่อบาร์เรล แม้ Crude premium จะเพิ่มขึ้นแต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นทำให้ GRM เพิ่มเป็น 5.5 เหรียญต่อบาร์เรล จาก 5.3 เหรียญต่อบาร์เรลไตรมาสก่อนคาดการใช้กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 80% จาก 77% ไตรมาสก่อน ส่วนต่างราคา BZ ลดลง -35 เหรียญ ส่วน PX +12 เหรียญ แต่ได้ส่วนช่วยจากราคา By product ที่ดีขึ้นทำให้การดำเนินงานทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า คาดการใช้กำลังการผลิต PE เพิ่มเป็น 85% จาก 80% จากไตรมาสก่อน แต่ในส่วน Polymer คาดการใช้กำลังการผลิตลดลงจาก 109% เป็น 104% ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE-นาฟทา หดตัว -31 เหรียญต่อตัน จากการเพิ่มการผลิตในเอเชียมากขึ้น อีกทั้งการใช้อีเทนลดลง -2% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการปิดซ่อมของโรงแยกแก๊ส แม้ไตรมาสนี้ราคา LPG จะลดลงราว 80 เหรียญก็ตาม แต่ราคาขายที่ลดลงและส่วนต่างราคาที่ลดลงทำให้การดำเนินงานหดตัว โดยคาดการดำเนินงานหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า จากปริมาณขาย Allnex ที่ลดลงจากผ่านช่วงฤดูกาลขายในครึ่งปีแรกแล้ว คาดไตรมาสนี้รายการพิเศษจะไม่มีนัยมากนักโดยมีขาดทุนสต็อกราว -1 เหรียญต่อบาร์เรล แม้จะมีโอนกลับ NRV เข้ามาทำให้สุทธิคาดมีขาดทุนราว -100 ล้านบาท "แนวโน้มไตรมาส 3/68 คาดยังติดลบต่อจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังอ่อนแอ แม้กลุ่มโรงกลั่นจะฟื้นแต่ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมดและคาดแนวโน้มไตรมาส 4/68 ยังอ่อนแอต่อ เรามองว่าตลาดอาจให้ความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างภายในกลุ่มว่าจะช่วยให้การดำเนินงานดีขึ้น รวมถึงนโยบาย Anti-Involution ของจีนส่งผลให้อุปทานลดลงและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน" ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนคาดจะมีกำไรไม่มากเช่นกัน อย่างไรก็ตามจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนแอ คาดจะยังมีขาดทุนราว 3,161 ล้านบาท จาก -3,616 ล้านบาทไตรมาสก่อน "กลยุทธ์เน้นเกาะไปกับการฟื้นตัวของราคาผลิตภัณฑ์ซึ่งจะล้อไปกับเศรษฐกิจจีน ขณะที่ Valuation ซื้อขายบน P/B25E เพียง 0.4 เท่า ทำให้มองว่า downside จำกัดสามารถเก็งกำไรเกาะไปกับข่าวได้"ฝ่ายวิจัยคาดว่าการดำเนินงานไตรมาส 4/68 ยังอ่อนแอจากการปิดซ่อมโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์ราว 50 วัน และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ Allnex การดำเนินงานยังอ่อนแอตามปัจจัยฤดูกาลส่งผลให้ปริมาณขายหดตัวต่อ ประกอบด้วยการขายหุ้นบริษัท TTT ให้กับ PTT tank จำนวน 35.43% ในมูลค่า 4,403 ล้านบาท และยังคงเหลือถืออยู่ 1% คาดว่าจะมีกำไรจากการขายหลังภาษีราว 1,103 ล้านบาท ซึ่ง PTTGC อาจได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากการต่อสัญญาถังบรรจุอีเทนที่ระหว่างปี 2044-2052 เป็นจำนวนไม่เกิน 604 ล้านบาท ขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ประกอบด้วยท่าเทียบเรือ และคลังเก็บผลิตภัณฑ์ให้กับ PTT tank ในมูลค่า 4,840 ล้านบาท และคาดจะมีกำไรจากการขายหลังภาษี 1,217 ล้านบาท ในส่วนนี้จะมีการเช่าสินทรัพย์กลับมาเพื่อใช้ดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 นี้ซึ่งคาดว่ายังมีการทำธุรกรรมดังกล่าวอีกในช่วงที่เหลือของปี และคาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดทั้งหมดปี 2569คาดกำไรไตรมาส 3/68 จะดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้ผลบวกจากต้นทุนลดลง แต่การหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เกิดจากบริษัทร่วมแรง แยกตามธุรกิจดังนี้คาดปริมาณขายไฟเพิ่มขึ้น +2% Q-Q จากโรงไฟฟ้าเก็คโค่วันผลิตทั้งไตรมาส และ +225% Y-Y จากปีก่อนเก็คโค่วันผลิตเพียง 1 เดือนเท่านั้นคาดปริมาณขายไฟ เพิ่มขึ้น +3% Q-Q แม้ขายไฟให้ EGAT ลดลงแต่ลูกค้า IU เพิ่มดี +6% Q-Q ส่วนไอน้ำ +13% Q-Q หลังกลับมาเดินเครื่องปกติ แต่หด -3% Y-Y จากการขายไฟให้ EGAT ลดลง แม้ขายไฟให้ IU เพิ่ม +1% แต่ขายไอน้ำ -1% เช่นกัน ส่งผลให้ปริมาณขายไฟทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้น +3% Q-Q และ +27% Y-Y ขณะที่ปริมาณขายไอน้ำ +13% Q-Q แต่ลดลง -1% Y-Y แม้ค่า Ft จะลดลง 7 สตางค์ต่อหน่วย Q-Q และ 21.33 สตางค์ต่อหน่วย Y-Y เป็น 18.39 สตางค์ต่อหน่วย แต่ GPSC ได้ผลบวกจากราคาก๊าซลดลง -14% Q-Q และ -11% Y-Y และราคาถ่านลดลง -3% Q-Q และ -16% Y-Y อีกทั้งจากปริมาณขายเพิ่มขึ้นในกลุ่ม IU ขณะที่กลุ่ม SPP สต็อกที่มีอยู่ราคาใกล้เคียงกับราคาปัจจุบันทำให้การดำเนินงานดีขึ้นเช่นกัน ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร คาดเพิ่มขึ้น +5% Q-Q และ +8% Y-Y ตามปัจจัยฤดูกาล แต่คาดดอกเบี้ยจ่ายลดลง -4% Q-Q และ -16% Y-Y ตามการจ่ายคืนหนี้ไปและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดจะพลิกรับรู้ขาดทุน แม้ว่าในส่วนโรงไฟฟ้าไซยะบุรีการดำเนินงานจะดีขึ้นทั้ง Y-Y และ Q-Q ตามปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น แต่ทั้งหมดถูกหักล้างจากการดำเนินงานของ CFXD ที่คาดจะพลิกมาขาดทุนราว 88 ล้านบาท รวมถึง CFXD ที่คาดจะขาดทุน 827 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 3 เป็นช่วง low season ทำให้การใช้กำลังการผลิต CUF อัตราส่วนของพลังงานที่ผลิตได้จริงต่อพลังงานสูงสุดที่สามารถผลิตได้ อยู่ที่เพียง 11% หากเทียบกับช่วง Peak ในไตรมาส 1/68 จะสูงถึง 42% ส่งผลให้การดำเนินงานพลิกมาขาดทุน อีกทั้งเงินไต้หวันอ่อนค่าทำให้มีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการปรับอายุการคิดค่าเสื่อมราคาเข้ามาอีกด้วย แต่คาดจะมีรายการพิเศษเกิดขึ้นจากการขาย AEPL ราว 750 ล้านบาท แต่จะมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทแข็งค่า -403 ล้านบาท ทำให้คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,787 ล้านบาท เพิ่ม +132% Y-Y แต่หดตัว -12% Q-Q "GPSC เป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกกลุ่มโรงไฟฟ้าที่เรายังชอบจากการดำเนินงานที่กลับมาฟื้นตัว ประกอบกับผลกระทบอื่นๆดูคลี่คลายลง และยังได้ผลบวกจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงหนุนให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงด้วย ส่วนงานใหม่ๆอาจได้บริหารงานโรงไฟฟ้าเพิ่มจากกลุ่ม PTT ตามการปรับโครงสร้างธุรกิจ แม้ upside จากราคาเหมาะสมเหลือไม่มาก แต่เราแนะนำเก็งกำไรได้จากภาพอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นและคาดงบไตรมาส 3/68 ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ดี"คาดไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิ 2,700 ล้านบาท ดีขึ้น +21% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ปริมาณขายลดลงทั้งในและต่างประเทศ แต่อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคาดปริมาณขายน้ำมัน 5,956 ล้านลิตร หด -7% q-q กลุ่มค้าปลีกปริมาณขายหด -4% q-q โดยการลดลงของปริมาณขายมาจากปัจจัยฤดูกาล ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมหดตัวเช่นกัน 9-10% q-q เพราะ OR ไม่ลดราคาแข่งกับรายอื่น ทำให้แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร ปรับขึ้นอยู่ที่ 1.02 บาทต่อลิตร จาก 0.85 บาทต่อลิตร ในนั้นคาดจะมีกำไรจากสต็อก 570 ล้านบาทตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นปริมาณขายกาแฟยังโตต่อเนื่องเพิ่มเป็น 108 ล้านแก้วจาก 107 ล้านแก้ว ทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่หาก EBITDA margin คาดหดตัวลงเล็กน้อยจากธุรกิจที่ไม่ใช่ F&B หดตัวลง คาดปริมาณขายน้ำมันลดลง -12% q-q ที่ 505 ล้านลิตร โดยกัมพูชาปริมาณขายหดแรง -50% q-q จากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่วน สปป.ลาว หด -10% q-q จากปัจจัยฤดูกาล มีเพียงฟิลิปปินส์ปริมาณขาย เพิ่มขึ้น +10% q-q ขณะที่ยอดขายกาแฟลดลง -50% q-q จากไตรมาสก่อนที่ 8.4 ล้านแก้ว โดยในไตรมาส 3/68 ในกัมพูชา มีการปิดร้านกาแฟ 42 สาขา และสถานีบริการ 36 สาขาคาดเพิ่มขึ้น +2% q-q จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขาย และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม เพิ่มขึ้น +17% q-q จากบริษัทร่วมแห่งหนึ่งของกลุ่มได้รับงานเพิ่มขึ้น คาดการดำเนินงานปกติจะมีกำไร 2,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +11% q-q และมีกำไรจากสต็อกราว 570 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +21% q-q สำหรับปัญหาความไม่สงบระหว่างไทย-กัมพูชานั้น แม้จะมีสัดส่วนสถานีบริการแบบดีลเลอร์ ถึง 85% ของสถานีบริการทั้งหมดก็ตาม แต่เริ่มเห็นการปิดตัวลงทั้งในส่วนสถานีบริการและร้านกาแฟตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในประเทศดังกล่าว โดยล่าสุด OR เหลือจำนวนสถานีบริการทั้งสิ้น 155 สถานี แบ่งเป็น COCO 15 สถานี และ DODO 140 สถานี ส่วนร้านกาแฟมีอยู่ทั้งสิ้น 217 ร้าน เป็น COCO 31 ร้าน และ DODO 186 ร้าน "แม้ได้รับผลกระทบจากปัญหากัมพูชาทำให้ยอดขายในต่างประเทศจะหดตัวแรงก็ตาม แต่จากการดำเนินงานในประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักของ OR เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน q-q โดยเฉพาะกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้นซึ่งหนุนให้การดำเนินงานดีขึ้นเช่นกัน อีกทั้งเริ่มเห็นส่วนแบ่งการตลาด 8 เดือนปี68 กลุ่มค้าปลีกขยับขึ้นเป็น 35.8% จาก 35.4% ในไตรมาส 1/68" ผู้บริหารเผยว่าจะติดตามสถานการณ์ไปก่อนว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป แต่คาดว่าไม่ต้องมีการตั้งด้อยค่าใดๆเกิดขึ้นในกัมพูชา โดยยอดขายของกัมพูชาคิดเป็น 30% ของตลาดต่างประเทศ และคิดเป็นเพียง 2% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่ EBITDA ในกัมพูชาคิดเป็น 3-5% ของภาพรวม 1,000 ล้านบาทต่อปี โดยกรณีเลวร้ายสุดหากไม่สามารถดำเนินการต่อได้มูลค่าบัญชีในกัมพูชาอยู่ที่ราว 100 ล้านเหรียญ "เราคาดผลกระทบต่อการแทรกแซงของรัฐบาลจะลดลงหลังฐานะกองทุนน้ำมันกลับมาเป็นบวกแล้ว ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรมีแนวโน้มดีขึ้น เว้นแต่จะถูกกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งอาจกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงได้ กลยุทธ์การลงทุนเก็งกำไรจากแนวโน้มงบไตรมาส 3/68 ที่จะออกมาดีทั้ง y-y และ q-q ได้"คาดไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิ 1,920 ล้านบาท หดแรง -70.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ผลจากปิดซ่อมโรงกลั่น แต่พลิกจากขาดทุน 4,218 ล้านบาทจากปีก่อนการปิดซ่อม 1 เดือนทำให้กำลังการกลั่นหดเหลือ 80-85% จาก 113% ไตรมาสก่อน โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องบิน, ดีเซลปรับขึ้น +1.8 และ +2.9 เหรียญต่อบาร์เรล q-q แต่หาก crude premium เพิ่มขึ้น +0.30 เหรียญต่อบาร์เรล และยังต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายน้ำมันรั่ว 0.5 เหรียญทำให้ GRM หดตัวลงมาเหลือ 3.5 เหรียญ จาก 5.2 เหรียญต่อบาร์เรลกำลังการผลิตลดลงเหลือ 39% ขณะที่ LAB ลดลงเหลือ 64% จากการปิดซ่อมพร้อมโรงกลั่น ขณะที่ GIM อยู่ที่ราว 1 เหรียญต่อบาร์เรล ทรงตัว q-q เนื่องจากส่วนต่าง PX เพิ่มขึ้น และ TOP มีสัดส่วนการขาย PX ราว 75% การใช้กำลังการผลิตหดเหลือ 54% แต่จากราคา HSFO ที่ลดลง คาดจะทำให้ GIM เพิ่มเป็น 1.1 เหรียญต่อบาร์เรลแต่จากการปิดซ่อมโรงกลั่นคาดว่าค่าใช้จ่ายดำเนินงานจะเพิ่มเป็น 3.4 เหรียญต่อบาร์เรล จาก 2.2 เหรียญต่อบาร์เรล และหากรวมในส่วนดอกเบี้ยจ่าย และค่าเสื่อมราคาจะอยู่ที่ 6.2 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้มีผลขาดทุนราว 0.7 เหรียญต่อบาร์เรล : คาดการดำเนินงานปกติจะมีผลขาดทุนอยู่ที่ -969 ล้านบาท แต่คาดจะมีรายการพิเศษ +2,599 ล้านบาท ประกอบด้วย กำไรจากสต็อก 1,389 ล้านบาท, กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 1,200 ล้านบาท, กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 300 ล้านบาท แต่จะมีขาดทุนจากการปรับมูลค่า -200 ล้านบาท และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง -90 ล้านบาท ทำให้บรรทัดสุดท้ายจะมีกำไรที่ 1,920 ล้านบาทจากแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับขึ้นราว 4-5 เหรียญต่อบาร์เรล และในส่วนโรงกลั่นเริ่มกลับมาผลิตตามปกติอีกครั้ง ทำให้คาดว่าการดำเนินงานจะดีขึ้น q-q ซึ่งต้องรอติดตามแนวโน้มส่วนต่างราคาจะยังอยู่ในระดับนี้ต่อได้หรือไม่ : ส่วนการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด TOP จะดำเนินการให้เช่าระยะยาวและเช่าช่วงทรัพย์สินกลับเพื่อใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนของ TOP , สถานีจ่ายน้ำมันทางรถและที่ดิน) TOP จะถือหุ้น 51% ส่วน บจ. พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จะถือหุ้น 49% ทำให้ TOP ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยจะทำสัญญาเช่า 21 ปี ได้ค่าตอบแทนสิทธิการเช่าเป็นจำนวนเงิน 37,402 ล้านบาท แต่เนื่องจากถือหุ้นเพียง 51% จะได้เงินสดกลับไป 18,230 ล้านบาท ผลลัพธ์หลังจากนี้ TOP จะนำเงินที่ได้ไปคืนหนี้เพื่อลดอัตราหนี้สินต่อทุนลง ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงราว 650 ล้านบาทต่อปี และทำให้ net debt/EBITDA จะลดลงไม่เกิน 6x และทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงราว 650 ล้านบาทต่อปี แต่จะมีการจ่ายค่าเช่า 9,772 ล้านบาทต่อ 3 ปี และมีการปรับค่าเช่าขึ้น 2% ทุกๆ 3ปี ขณะที่เงินปันผลจากบริษัทใหม่คาดอยู่ราว 1,100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะประหยัดภาษีได้ราว 670 ล้านบาทต่อปี สุทธิกระแสเงินสดออกราว 600 ล้านบาทต่อปี หรือราว 0.20 เซนต์ต่อบาร์เรล "แม้ TOP กำไรสุทธิจะหดตัว q-q จากการปิดซ่อมตามแผน แต่ตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้นต่อการทำ asset monetization ของกลุ่มที่มีความชัดเจนมากขึ้นและคาดจะยังมีอีกหลังจากนี้เพื่อทำให้ภาระหนี้ลดลง ส่วนโครงการ CFP แม้ยังไม่สรุปผลแต่เห็นพัฒนาการเพิ่มขึ้น กลยุทธ์เล่นรอบตาม GRM ฟื้นตัว ราคาน้ำมันดิบที่เหวี่ยงไปมา และความชัดเจนมากขึ้นใน CFP"

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

PostToday /  🏆 50. in TH

ผลประกอบการ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ โอเลฟินส์ โรงกลั่น เศรษฐกิจจีน

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

‘ไชยชนก’ ลงนามอนุสัญญา UN จับมือ 68 ประเทศ ลุยต่อต้านภัยสแกมเมอร์‘ไชยชนก’ ลงนามอนุสัญญา UN จับมือ 68 ประเทศ ลุยต่อต้านภัยสแกมเมอร์‘ไชยชนก’ ร่วมลงนามอนุสัญญา UN จับมือกว่า 68 ประเทศทั่วโลก ลุยต่อต้านภัยสแกมเมอร์ รวมถึงการสนับสนุนทางวิชาการและการเสริมสร้างขีดความสามารถต้านอาชญากรรมไซเบอร์
Read more »

ผ่าอนาคต 5 ปี “อสังหาฯ ไทย” ยังเหนื่อย บ้านมือสอง-เทรนด์เช่า มาแรงผ่าอนาคต 5 ปี “อสังหาฯ ไทย” ยังเหนื่อย บ้านมือสอง-เทรนด์เช่า มาแรงเจาะผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2568 ชี้กำลังซื้อตลาดที่อยู่อาศัยปี 68-69 ยังอ่อนแอ ในช่วง 5 ปีข้างหน้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ที่อยู่อาศัยมือสอง และการเช่า เป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจสูง
Read more »

วิเคราะห์ราคาทองคำ: แนวโน้มระยะสั้น Sideway Down ท่ามกลางความผันผวนวิเคราะห์ราคาทองคำ: แนวโน้มระยะสั้น Sideway Down ท่ามกลางความผันผวนรายงานวิเคราะห์ราคาทองคำประจำสัปดาห์ (27-31 ต.ค. 68) โดย 'ฐานเศรษฐกิจ' ชี้ว่าราคาทองคำตลาดโลกยังคงผันผวนในระยะสั้น แม้ภาพรวมยังเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์แนวรับแนวต้านทั้งราคาทองคำตลาดโลกและราคาทองคำในประเทศ
Read more »

คลังเก็บรายได้หลุดเป้า 6.4 หมื่นลบ. 3 กรมภาษีแผ่วพิษนำเข้าชะลอ-มาตรการEV-บาทแข็งคลังเก็บรายได้หลุดเป้า 6.4 หมื่นลบ. 3 กรมภาษีแผ่วพิษนำเข้าชะลอ-มาตรการEV-บาทแข็งคลังรายงานรายได้สุทธิปีงบ 68 อยู่ที่ 2.82 ล้านล้านบาท ต่ำเป้า 6.42 หมื่นล้าน เหตุ 3 กรมภาษีจัดเก็บไม่ถึงเป้า พิษจากผลบาทแข็ง มาตรการอีวี และนำเข้าชะลอ
Read more »

ย้อนผลตอบแทน 12 หุ้น IPO ก่อน MESTEC เทรดวันนี้ เปิด 1.78 บาท เหนือจอง 22.76%ย้อนผลตอบแทน 12 หุ้น IPO ก่อน MESTEC เทรดวันนี้ เปิด 1.78 บาท เหนือจอง 22.76%หุ้น IPO ตัวที่ 13 ของปี 68 “MASTEC” เปิดเทรด SET วันแรก 1.78 บาท เพิ่มขึ้น 22.76% จากราคาไอพีโอ 1.45 บาท พบ “หมอวิน-รัชต์ชยุตม์ จีระพรประภา” และ “แพรธิดา จีระพรประภา” โผล่ถือหุ้น
Read more »

ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.ถอดรหัส ท่องเที่ยวเหนือ ปี 69 พฤติกรรมเปลี่ยน ไฟลท์เพิ่ม โกย 178 ลบ.ท่องเที่ยวภาคเหนือโตชัด ปลายปี 68 คาดโต 10% รับปี 69 ผ่านกลยุทธ์ตามรอยรีวิว โครงสร้างพื้นฐานการบินที่เพิ่มขึ้น และการกระจายสู่เมืองรอง ททท. ชู Season of North 2026 ดันรายได้ 178 ล้านบาท
Read more »



Render Time: 2026-04-01 21:45:49