คาดการณ์ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวญี่ปุ่นจากปัญหาล่าสุด

เศรษฐกิจ News

คาดการณ์ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวญี่ปุ่นจากปัญหาล่าสุด
การท่องเที่ยวญี่ปุ่นเศรษฐกิจ
  • 📰 Thansettakij
  • ⏱ Reading Time:
  • 47 sec. here
  • 7 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 39%
  • Publisher: 63%

ปัญหาล่าสุดคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในเชิงมูลค่าอย่างมาก

ดังนั้น ปัญหา ครั้งนี้คาดว่าจะส่ง ผลกระทบ ต่อ การท่องเที่ยว ญี่ปุ่น เป็นมูลค่าถึง 2.2 ล้านเยน และอาจลุกลามถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากโลกปัจจุบันไม่สามารถแยกประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ออกจากการค้าได้อีกแล้ว ญี่ปุ่น กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นจากค่าเงินเยนอ่อนเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ค่าแรงไม่สามารถขยับตามได้ทัน ประชาชนจึงหันไปออมเงินมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวต่อเนื่อง และแม้รัฐบาลจะออกมาตรการลดภาระประชาชน เช่น ลดภาษีน้ำมัน ขยายการยกเว้นภาษีรายได้ หรือ เงินอุดหนุนค่าสาธารณูปโภค เพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศแล้วก็ตาม แต่ก็คาดว่าอาจจะไม่ได้ผลมากนัก ทั้งนี้เนื่องจาก ปัญหา ไม่ได้อยู่ที่ชาว ญี่ปุ่น “ไม่มีเงิน” แต่อยู่ที่ “ไม่กล้าใช้เงิน”เสียมากกว่า สาเหตุหลักของค่าเงินอ่อนมาจากอัตราดอกเบี้ย ญี่ปุ่น ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯมาก เงินทุนไหลออก หนี้สาธารณะสูง ตรึงให้ ญี่ปุ่น ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ “ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายเพิ่มการลงทุนภาครัฐซึ่งจะนำไปสู่เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะด้วย อีกทั้ง ตัวนายกทาคาอิจิเองก็ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าอยากให้เงินเยนอ่อนขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นภาคส่งออกของประเทศต่อไป ดังนั้น ปัญหา เรื่องกำลังซื้อในประเทศตกต่ำจึงยังไม่น่าจะฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” นายฉันทพัทธ์กล่าว แม้ ญี่ปุ่น มีนโยบายเพิ่มการผลิตอาหารภายในประเทศ แต่กระบวนการดังกล่าวยังต้องใช้เวลาพอสมควร และหากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอยู่เช่นนี้ ก็มีแนวโน้มว่า ประเทศ ญี่ปุ่น จะให้ความสำคัญกับประเทศสหรัฐอเมริกา และยินดีทำตามข้อเรียกร้องจากประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่ง ผลกระทบ ต่อการแย่งสัดส่วนหลายๆสินค้า โดยเฉพาะตลาดข้าวไทยในประเทศ ญี่ปุ่น ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงอาหารทะเลและผักผลไม้ โดยปี 2567 ญี่ปุ่น มีการนำเข้าสินค้ารวมทั้งหมดเป็นมูลค่า 112 ล้านล้านเยน โดยในจำนวนนี้ เกือบหนึ่งในสี่เป็นการนำเข้าจากจีน ซึ่งหาก ญี่ปุ่น มีการตอบโต้ด้วยการลดนำเข้าสินค้าจีน ไทยก็อาจมีช่องทางใหม่ในการขยายตลาดได้แม้ว่าประชาชนชาว ญี่ปุ่น จะมีการรัดเข็มขัดมากขึ้นก็ตาม แต่ถ้าหากสินค้านั้นตรงใจและเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว ก็ยังคงมีโอกาสเจาะตลาดอยู่มาก กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบาย “Demand-Driven Economy” ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยปรับจากการผลิตตามกำลัง ไปสู่การผลิตตามความต้องการของตลาด โดยใช้ข้อมูล เชิงลึก มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการสามารถตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศได้อย่างแท้จริง สำนักงานส่งเสริมในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้รับแนวนโยบายดังกล่าวมาปรับใช้เป็น กลยุทธ์ในการบุกเจาะตลาด ญี่ปุ่น โดยเน้นใช้กับสินค้าจากผู้ผลิตกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการระดับชุมชน อย่างในกรณีของกล้วยหอมทอง ของไทยที่ได้นำมาเปิดตลาดแล้ว และได้ต่อยอดเป็นกล้วยหอมพันธุ์ใหม่ ได้แก่ กล้วยหอมเขียว ภายใต้การสนับสนุนของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์แล้วนั้น ก็เป็นการลงลึกความต้องการตลาดอย่างแม่นยำ ด้วยการคัดเลือกกล้วยหอมเขียวที่มีอยู่หลายร้อยสายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ของที่ถูกปากผู้บริโภค ญี่ปุ่น ที่สุด และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อป้อนตลาด ญี่ปุ่น โดยเฉพาะ รวมถึงกรณีของผ้าไทยภายใต้โครงการ “ผ้าไทย ใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่สำนักงานฯได้นำมาทดลองเปิดตลาดก่อนหน้านี้ และในตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จในการดึงบริษัท OMIYA Co.

, Ltd ประเทศ ผู้ค้ากิโมโนเก่าแก่รายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นมาร่วมทำคอลเลคชั่น “กิโมโนผ้าไทย” เพื่อวางจำหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ “การปรับสินค้าให้เข้ากับวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นในรูปของกิโมโนนั้น นอกจากจะทำให้ชุมชนสามารถขายผ้าในราคาที่สูงขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สามารถขายผ้าได้ครั้งละเป็นจำนวนมาก เพราะกิโมโนหนึ่งชุดจะต้องใช้ผ้ายาวถึง 19 เมตร อีกทั้ง ยังเป็นการซื้อขายระยะยาวที่ช่วยสร้างรายได้ที่ดีต่อชุมชนอย่างยั่นยืนอีกด้วย โดยในขณะนี้แม้ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคำสั่งซื้อกิโมโนผ้าไทยแล้ว 516 ออเดอร์ คิดเป็นมูลค่าถึง 11.6 ล้านเยน และเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ทอผ้าได้อย่างมาก ซึ่งจากทั้งสองกรณีนี้ ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการ “กระตุ้นสั้น” ให้“ได้ผลยาว”แล้ว หลังจากนี้คือการผลักดันให้เกิดการ “กระจายตัว” ของคำสั่งซื้อและรายได้สู่ชุมชนอื่นๆตามแนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต่อไป” ทูตพาณิชย์กล่าวทิ้งท้าย

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

Thansettakij /  🏆 23. in TH

การท่องเที่ยว ญี่ปุ่น เศรษฐกิจ ผลกระทบ ปัญหา

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-04-02 05:00:21