ข้อห้ามรับเบี้ยซ้ำซ้อนขัด รธน.! เปิดความเห็น'กฤษฎีกา'ก่อน ครม.สั่งคืนเงิน'คนชรา' 240 ล.

United States News News

ข้อห้ามรับเบี้ยซ้ำซ้อนขัด รธน.! เปิดความเห็น'กฤษฎีกา'ก่อน ครม.สั่งคืนเงิน'คนชรา' 240 ล.
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 isranews_agency
  • ⏱ Reading Time:
  • 693 sec. here
  • 13 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 281%
  • Publisher: 53%

ข้อห้ามรับเบี้ยซ้ำซ้อนขัด รธน.! เปิดความเห็น'กฤษฎีกา'ก่อน ครม.สั่งคืนเงิน'คนชรา' 240 ล. isranews สำนักข่าวอิศรา ครม คนชรา

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2565 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติหลักการการคืนเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุที่ได้นำเงินมาคืนทางราชการแล้ว จำนวน 28,345 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 245,243,189.70 บาท พร้อมมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และกระทรวงการคลัง หาแนวทางการจ่ายเงินคืน พร้อมทั้งถอนฟ้องหรือระงับการบังคับคดีในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการดำเนินคดีเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปก่อนหน้านี้สืบเนื่องจากช่วงเดือน ก.

พ.2564 เกิดกรณีที่ผู้สูงอายุถูกฟ้องดำเนินคดี - เรียกคืน 'เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ' หลังมีการตรวจสอบพบว่า เป็นการรับสิทธิ์ซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่น ซึ่งอาจขัดกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 ที่ระบุว่า “ไม่ให้ผู้ได้รับสิทธิ์จากสวัสดิการอื่นได้รับเบี้ยยังชีพ ซึ่งผู้สูงอายุต่างไม่ทราบกันว่ามีระเบียบนี้” ช่วงเวลาดังกล่าวปรากฏข่าวผู้สูงอายุถูกรัฐฟ้องร้องดำเนินคดี – เรียกเงินคืนจำนวนมาก เป็นปัญหาลุกลามไปถึง ครม.ที่ต้องมติให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นชะลอการดำเนินการไว้ก่อน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการช่วยเหลือ และแก้ปัญหาการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อนต่อไป ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สุงอายุ พ.ศ.2552 , ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2561 ว่าขัดแย้งกับ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11 และมาตรา 12 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 48 วรรคสอง ที่บัญญัติให้บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่ บรรทัดต่อจากนี้เป็นความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่ ครม.จะมีมติให้คืนเงิน 245.24 ล้านบาทแก่ผู้สูงอายุ 28,345 คน กก.ผู้สูงอายุฯเสียงแตก‘เบี้ยยังชีพ’ให้ซ้ำซ้อนได้หรือไม่ กรมกิจการผู้สูงอายุได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ พม 0401/996 ลงวันที่ 11 ก.พ.2564 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า กรมบัญชีกลางได้มีหนังสือถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เรียกเงินเบี้ยยังชีพคืนจากผู้สูงอายุ เนื่องจากมีความซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่น เช่น บำนาญ บำนาญพิเศษ และกรมบัญชีกลางพบว่ามีผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพตรงกับผู้รับบำนาญประเภทต่าง ๆ จำนวน 15,323 คน ต่อมาได้มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการไม่สามารถนำเงินไปคืนแก่ทางราชการได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการเสนอปัญหาดังกล่าวให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2564 เพื่อหารือมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีความซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่น ซึ่งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า การเรียกเงินคืนนั้นเป็นการดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ.2552 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 แต่เมื่อเหตุแห่งการเรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพเกิดจากการกำหนดลักษณะต้องห้ามไว้ในระเบียบดังกล่าว จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การกำหนดลักษณะต้องห้ามนั้น จะเป็นไปตามมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุพ.ศ.2546 หรือไม่ สำหรับ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11 ระบุว่า ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต่างๆ การจ่ายเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มาตรา 12 ระบุว่า การเรียกร้องสิทธิหรือการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับตามที่บทบัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นฝ่ายที่หนึ่ง เห็นว่า สามารถจำกัดสิทธิผู้สูงอายุได้เนื่องจากตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม คำว่า ‘เบี้ยยังชีพ’ จึงมิใช่เงินบำนาญ แต่เป็นการช่วยเหลือตามความจำเป็นโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายในลักษณะถ้วนหน้า และคำว่า ‘เป็นธรรม’ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สมควรได้รับได้ เช่น ผู้ได้รับบำนาญจากรัฐอยู่แล้วไม่สมควรได้รับ เพราะจะเป็นการรับเงินที่ซ้ำซ้อน เว้นแต่ถ้ารัฐมีงบประมาณเพียงพอก็สามารถช่วยเหลือได้ และบทบัญญัติมาตรา 12 ไม่ขัดหรือแย้งกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติได้ออกระเบียบโดยชอบแล้ว ฝ่ายที่สอง เห็นว่า มาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2553 กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครองการส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และมาตรา 12 กำหนดให้การเรียกร้องสิทธิ หรือการได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิและประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับตามที่ บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพจึงต้องจ่ายให้บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทยโดยถือว่าเป็นสิทธิที่ผู้สูงอายุพึงได้รับจึงต้องจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้ทุกคนที่ยื่นคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยยังชีพ ซึ่งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติหรือกระทรวงมหาดไทยจะออกระเบียบจำกัดสิทธิผู้สูงอายุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้เนื่องจากขัดหรือแย้งกับมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯตั้ง 6 ประเด็นถาม ‘กฤษฎีกา’ กรมกิจการผู้สูงอายุในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จึงขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ดังต่อไปนี้ 1.การที่ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ.2552 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้มีคุณสมบัติได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ว่า ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ ผู้รับเงินเบี้ยยังชีพตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพมหานคร ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ การกำหนดลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ หรือไม่ 2.สืบเนื่องจากประเด็นปัญหาข้อ 1 หากการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้มีคุณสมบัติได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบทั้งสองฉบับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ ซึ่งมีผลทำให้ระเบียบทั้งสองฉบับไม่มีผลใช้บังคับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไรกับผู้สูงอายุที่มีสิทธิซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่นที่ได้มีหนังสือทวงถามไปแล้วและที่ยังไม่ได้ทวงถามแต่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีทวงถาม ผู้สูงอายุที่มีสิทธิซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่นแต่ได้คืนเงินมาแล้วหรืออยู่ในระหว่างการทยอยคืนเงิน และผู้สูงอายุที่มีสิทธิซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่นที่ยังไม่เคยรับเงิน แต่อาจจะขอใช้สิทธิรับเงินภายหลังจากระเบียบทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับ จะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร 3.หากกรณีตามประเด็นปัญหาข้อ 1 คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติหรือกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถออกระเบียบเพื่อจำกัดสิทธิผู้สูงอายุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ แต่รัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ่ายเงินเบี้ยยังชีพได้ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร 4.หากพิจารณาแล้วเห็นว่า ระเบียบทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ และมีผลใช้บังคับได้ต่อไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จ่ายเงินจะต้องเรียกเงินคืนจากผู้สูงอายุที่ใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่น แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้สูงอายุได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเรียกเงินคืน และมีฐานะยากจน เจ็บป่วยหรือพิการ หากเห็นสมควรให้ความช่วยเหลือโดยไม่เรียกเงินคืน ควรดำเนินการโดยใช้กฎหมายหรือระเบียบใด 5.สืบเนื่องจากประเด็นปัญหาข้อ 4 หาก พม. และ มท.ประสงค์แก้ไขระเบียบทั้ง 2 ฉบับให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นจะมีแนวทางดำเนินการในการแก้ไขระเบียบทั้งสองฉบับอย่างไร 6.กรณีคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติหรือ มท.สามารถออกระเบียบเพื่อให้สิทธิผู้สูงอายุที่ได้รับบำเหน็จบำนาญ ผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเดือน หรือผู้สูงอายุที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะสามารถออกระเบียบเพื่อให้มีผลย้อนหลัง เช่น ใช้คำว่า"เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม หากมีกรณีผู้สูงอายุรายใดมีคุณสมบัติครบถ้วนซึ่งได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่ก่อนระเบียบนี้ใช้บังคับถือเป็นผู้สูงอายุตามระเบียบนี้ และให้ยังคงได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อไป สำหรับผู้สูงอายุรายใดที่ยังไม่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพและประสงค์จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ให้ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ทั้งนี้ ให้มีผลนับตั้งแต่เดือนที่ได้ลงทะเบียนและยื่นคำขอนั้นเป็นต้นไป" จะกระทำได้หรือไม่ หากกระทำได้เงินที่ได้รับมาแล้วควรทำอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเรียกเงินที่ได้รับไปคืนจากทางราชการ ‘กฤษฎีกา’หารือ 4 กระทรวงดูเกณฑ์จ่ายเงินขัดกฎหมายหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาข้อหารือของกรมกิจการผู้สูงอายุ โดยมีผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า ข้อหารือทั้ง 6 ประเด็นนั้น มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ.2552 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 นั้น เป็นระเบียบที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาแนวทางในการดำเนินการกรณีที่ระเบียบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ พม. และ มท.ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป‘เบี้ยยังชีพ’ต้องทั่วถึงเป็นธรรม โดยคำนึงถึงอายุ-รายได้ คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า มาตรา 48 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติรับรองสิทธิของผู้สูงอายุไว้ว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย จึงเป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิไว้โดยแจ้งชัด ความที่ว่า 'ตามที่กฎหมายบัญญัติ' นั้น มิได้หมายความว่ารัฐจะตรากฎหมายจำกัดสิทธิหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้สิทธิดังกล่าวลดน้อยหรือด้อยลงได้ การกระทำเช่นนั้นย่อมเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 48 วรรคสอง มีเพียง 2 ประการ คือ อายุเกิน 60 ปีประการหนึ่ง และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพอีกประการหนึ่ง ดังนั้น นอกจากหลักเกณฑ์ในเรื่องอายุแล้ว การไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่รัฐจะพึงตรากฎหมายเพื่อกำหนด หลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวได้ เช่น กำหนดเกณฑ์ที่จะพึงถือว่า 'ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ' เป็นต้น บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2556 ที่บัญญัติในมาตรา 11 ว่า “ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ดังนี้” โดยบัญญัติไว้ใน ว่า “การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” การแปลความใน ดังกล่าว จึงต้องแปลให้สอดคล้องกับสิทธิที่ประชาชน ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ผู้อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพจะต้องได้รับอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยคำนึงถึงอายุและรายได้ที่บุคคลนั้นมีอยู่ ข้อกำหนด'ไม่เป็นผู้รับสวัสดิการอื่นจากรัฐ'ไม่สอดคล้องกับ รธน. การกำหนดเงื่อนไขว่าต้อง “ไม่เป็นผู้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ ฯลฯ” ตามที่ปรากฏในระเบียบของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ และระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติดังกล่าวนั้น ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการกำหนดที่มาแหล่งรายได้โดยไม่คำนึงว่ารายได้ที่ได้รับจากหน่วยงานของรัฐ ฯลฯ มีจำนวนเท่าไร บุคคลนั้นอยู่ในฐานะ 'ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ' หรือไม่ โดยผลของการกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ จึงทำให้ผู้มีอายุเกิน 60 ปีทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะร่ำรวยเพียงใดหรือมีรายได้ประจำมากมายเพียงใด ถ้าไม่เคยได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ ฯลฯ แล้ว ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนตามระเบียบดังกล่าวทุกคน ในขณะที่ผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ ฯลฯ แม้เพียงจำนวนเล็กน้อย โดยไม่มีรายได้อื่นอีกเลย กลับไม่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพ ผลเช่นนี้ย่อมไม่อาจถือได้ว่ามีลักษณะ 'อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม' ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวที่ กำหนดไว้ในระเบียบของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติและในระเบียบของกระทรวงมหาดไทย เป็นเงื่อนไขที่ขัดหรือแย้งต่อ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ และไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เกณฑ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กก.ผู้สูงอายุฯไม่มีอำนาจออกได้ นอกจากนี้ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ มิได้ให้อำนาจคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติในการออกระเบียบเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุดังกล่าวไว้ บทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ที่ให้อำนาจกำหนดระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มีความหมายเฉพาะการออกระเบียบที่มีบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ กำหนดให้ออกระเบียบได้ ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 มิได้หมายความว่า คณะกรรมการผู้สูงอายุจะมีอำนาจออกระเบียบได้เป็นการทั่วไป สำหรับอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ตามมาตรา 11 นั้น มาตรา 11 วรรคสาม ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเป็นผู้กำหนด อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติประสงค์จะกำหนดแนวทาง หรือทิศทางการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐดำเนินการให้สอดคล้องกัน ก็อาจทำได้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานทีเกี่ยวข้องปฏิบัติให้สอดคล้องกันได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ.2552 เป็นระเบียบที่ออกโดยไม่มีอำนาจที่จะออกได้ข้อห้ามรับเบี้ยยังชีพ-สวัสดิการซ้ำซ้อน ขัดต่อ รธน.-ใช้บังคับไม่ได้ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า เงื่อนไขที่กำหนดว่าผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ ต้องไม่เป็นผู้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานรัฐ ฯลฯ เป็นเงื่อนไขที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ เงื่อนไขนั้นจึงใช้บังคับไม่ได้ การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขดังกล่าว จึงเป็นการจ่ายเงินให้โดยชอบแล้ว ในกรณีที่ผู้สูงอายุผู้ใดนำเงินมาคืนให้ทางราชการ หน่วยงานของรัฐที่รับเงินคืนไว้ย่อมมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินนั้นคืนให้ผู้สูงอายุผู้นั้นต่อไปแนะแก้เกณฑ์กำหนดรายได้คนรับเบี้ยผู้สูงอายุ อนึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ควรรีบดำเนินการแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สุงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเงื่อนไขในการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพนั้นจะต้องจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ซึ่งการพิจารณาว่ารายได้จำนวนเท่าใดจะถือว่าไม่เพียงพอแก่การยังชีพ อาจพิจารณาจากข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนรายได้ที่ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องเสียภาษีตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร หรือจำนวนรายได้ตามเส้นแบ่งความยากจน จากฐานข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ หรือจำนวนเงินตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่คณะกรรมการค่าจ้างประกาศกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุสอดคล้องกับมาตรา 48 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุฯ

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

isranews_agency /  🏆 38. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

'สุภิญญา' โวย 'กสทช.' โป้ยหน้าที่ ชง 'กฤษฎีกา' หวังตีความตนเองไม่มีอำนาจเคาะดีลทรู-ดีแทค'สุภิญญา' โวย 'กสทช.' โป้ยหน้าที่ ชง 'กฤษฎีกา' หวังตีความตนเองไม่มีอำนาจเคาะดีลทรู-ดีแทค‘สุภิญญา’ โวย ‘กสทช.’ โป้ยหน้าที่ ชง ‘กฤษฎีกา’ หวังตีความตนเองไม่มีอำนาจเคาะดีลทรู-ดีแทค via MatichonOnline
Read more »

'นายกฯป้อม' อารมณ์ดีโบกมือนำถกครม. 'บิ๊กตู่' ชิ่งไม่เข้าทำเนียบฯ | เดลินิวส์'นายกฯป้อม' อารมณ์ดีโบกมือนำถกครม. 'บิ๊กตู่' ชิ่งไม่เข้าทำเนียบฯ | เดลินิวส์บิ๊กป้อม อารมณ์ดีโบกมือทักสื่อ ก่อนนำถก ครม.ในฐานะรักษาการนายกฯ ครั้งแรก เรียกทีมเลขาฯ ครม.สรุปงานก่อนประชุม ด้าน บิ๊กตู่ ชิ่งไม่เข้าทำเนียบฯ ประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่กระทรวงกลาโหม เดลินิวส์
Read more »

เอาแล้ว! ครม.แก้คำสั่งประเคนอำนาจ 'บิ๊กป้อม' ประหนึ่ง 'นายกรัฐมนตรี'เอาแล้ว! ครม.แก้คำสั่งประเคนอำนาจ 'บิ๊กป้อม' ประหนึ่ง 'นายกรัฐมนตรี'นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงบรรยากาศการประชุม ครม.
Read more »

'บิ๊กป้อม'นั่งหัวโต๊ะถก ครม.นัดแรกราบรีื่น ประสานเสียง'อนุทิน'ไม่ปรับ'ครม.''บิ๊กป้อม'นั่งหัวโต๊ะถก ครม.นัดแรกราบรีื่น ประสานเสียง'อนุทิน'ไม่ปรับ'ครม.'“บิ๊กป้อม”อารมณ์ดี เผยถก ครม.เรียบร้อยดี ยืนยันไม่มีปรับ ครม.ยังทำงานได้ ด้าน'อนุทิน' ระบุบรรยากาศราบรื่น ให้กำลังใจ'บิ๊กตู่' อยู่ให้ครบเทอม ย้ำยังไม่ปลี่ยนตัวรมช.ศึกษา คลิกอ่านที่นี่ ประวิตร การเมือง ประยุทธ์
Read more »

พล.อ.ประวิตร ยันไม่มีปรับ ครม.ช่วงรักษาการแทนนายกฯพล.อ.ประวิตร ยันไม่มีปรับ ครม.ช่วงรักษาการแทนนายกฯพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยยืนยันว่า จะไม่มีการปรับ ครม.ในช่วงที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลยังทำงานได้ ขณะที่บรรยากาศการประชุม ครม.ในวันนี้เรียบร้อยดี
Read more »

โฆษกรัฐบาลยัน 'บิ๊กป้อม-ครม.' มีอำนาจเต็มแม้ 'บิ๊กตู่' ถูกสั่งพักงานนายกฯ | เดลินิวส์โฆษกรัฐบาลยัน 'บิ๊กป้อม-ครม.' มีอำนาจเต็มแม้ 'บิ๊กตู่' ถูกสั่งพักงานนายกฯ | เดลินิวส์โฆษกรัฐบาลยืนยัน ครม.มีอำนาจเต็ม​ ไม่ใช่รักษาการ ​แม้ บิ๊กตู่ ถูกสั่งพักงานนายกฯ เผยที่ประชุม ครม.มอบอำนาจ บิ๊กป้อม รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เดลินิวส์
Read more »



Render Time: 2026-04-02 22:40:22