กูรูมองต่างมุม ธปท.ต้องขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ลดดอกเบี้ย

United States News News

กูรูมองต่างมุม ธปท.ต้องขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ลดดอกเบี้ย
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 siamrath_online
  • ⏱ Reading Time:
  • 207 sec. here
  • 5 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 86%
  • Publisher: 63%

จากกรณีมีกระแสการกดดันจากธนาคารพาณิชย์มีกำไรรวมกันกว่า 2.2แสนล้านบาทในปี 2566ทั้งที่เศรษฐกิจไทยและธุรกิจเอสเอ็มอียังย่ำแย่ จึงมีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ลดดอกเบี้ยไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เอาเปรียบประชาชนมากจนเกินไปนั้น ล่าสุดวันนี้ (10ม.ค.

ล่าสุดวันนี้ นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ กูรูวงการการเงินและประกัน และในฐานะอดีตประธานสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก ได้โพสต์ข้อความว่า ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ผมมีความเห็นว่าแบงค์ชาติต้องขึ้นดอกเบี้ย เพียงแต่ดอกเบี้ยที่ขึ้นนั้น ไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินกู้ แต่เป็นดอกเบี้ยเงินฝาก เหตุผลก็คือ ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเกินไป ต่ำจนไม่จูงใจให้ประชาชนออมเงิน นำไปสู่การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เสียวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เสพติดการบริโภคก่อนแล้วผ่อนทีหลัง ซึ่งจะเป็นปัญหาของประเทศชาติในอนาคต ปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ห่างกันมาก จนทำให้ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์มีกำไรมหาศาลกว่า 200,000 ล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศ การที่จะทำให้ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้แคบลง มีอยู่สองทางคือ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ หรือไม่ก็ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก การลดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นการช่วยผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ ที่ค่อนข้างมีฐานะ ขณะที่การเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะคนสูงอายุ ที่อาศัยดอกเบี้ยจากเงินเก็บของตัวเองเพื่อการยังชีพ และถ้าพูดกันอย่างเป็นธรรม ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร หรือดอกเบี้ยหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนต่างๆที่สูงมากในช่วงนี้ เกิดจากการที่เศรษฐกิจในความรับผิดชอบของรัฐบาลยังไม่ดี แถมรัฐบาลยังสร้างเงื่อนไขใหม่ จะแจกเงินดิจิตอลถึง 500,000 ล้านบาท จึงทำให้เงินลงทุนไหลออก เพราะกลัวเศรษฐกิจในระยะยาวจะซบเหมือนกับประเทศประชานิยมอื่นๆ นำไปสู่ภาวะเงินตึงตัว ดอกเบี้ยขึ้นไปรอล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น จึงมีคนส่วนหนึ่งมองว่า รัฐบาลกำลังสร้างภาพ โยนปัญหาดอกเบี้ยสูงให้ธปท.

หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งที่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากเงื่อนไขที่รัฐบาลสร้างขึ้นเอง ส่วนการที่มีคนเสนอว่าธปท.ควรลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา เพื่อดึงให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลดลงนั้น ผมมีความเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาในช่วงนี้น่าจะทำได้ยาก เหตุผลคือ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย ลดดอกเบี้ยอ้างอิงของไทยให้ห่างจากดอกเบี้ยอ้างอิงของต่างประเทศมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐ จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า คงจำได้ว่าตอนที่ ธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟด ขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงอย่างพรวดพราด เพื่อกำราบเงินเฟ้อนั้น มันทำให้ค่าเงินบาทอ่อนฮวบฮาบ จนเรียกได้ว่าอ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ในปีที่ผ่านมา ได้มีนักวิชาการออกมาท้วงติงว่า ธปท. ต้องเข้ามาดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบ้าง มิฉะนั้น ผู้นำเข้าในต่างประเทศก็จะหยุดสั่งซื้อสินค้าไทย เพื่อรอให้ค่าเงินบาทอ่อนสุดจนนิ่งแล้ว ค่อยมาสั่งซื้อ ดังนั้น การที่จะรักษาสมดุลย์ระหว่างดอกเบี้ยนโยบายในประเทศกับต่างประเทศ ก็มีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และทำให้การส่งออกสามารถดำเนินไปด้วยความราบรื่นด้วย การที่รัฐบาลจะกดดันให้ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง โดยอ้างว่าเงินเฟ้อของไทยลดลงจนติดลบแล้วนั้น เราต้องยอมรับว่าเงินเฟ้อของไทยถูกบิดเบือน ไม่ได้สะท้อนภาพที่เป็นจริง จากการที่รัฐบาลแทรกแซงราคาพลังงานและราคาสาธารณูปโภค ค่าน้ำค่าไฟ จึงทำให้ดูเหมือนกับเงินเฟ้อของเราต่ำมาก ว่ากันตามจริง อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็ไม่ถือว่าสูงเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น มาเลเซียอยู่ที่ 3% เวียดนาม 4.5% อินโดนีเซีย 6% และฟิลิปปินส์ 6.5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 2.50% ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วทั้งหมด 5.25% ขณะที่ไทยเพิ่ง ขึ้นดอกเบี้ยไปเพียง 2.0% เท่านั้น หากเรารีบไปลดดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ต่างประเทศยังไม่ลด อาจจะเจอปัญหาอีกด้านคือ เงินไหลไปลงทุนที่อื่น เพราะธรรมชาติของเงินมักไหลไปที่มีผลตอบแทนสูง และทำให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนจนไม่มีเสถียรภาพอีกครั้ง ถ้าหากเศรษฐกิจของเราดี และไม่มีนโยบายแจกเงินดิจิตอล ธปท.อาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้ แต่สองปัจจัยนี้ยังคงกดดันค่าเงินอยู่ จนทำให้ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนต่างประเทศไหลออกอย่างต่อเนื่องแล้วนับแสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลเคยคาดหวังว่า เมื่อโรคโควิด-19 คลี่คลายลง เราจะส่งออกได้มากขึ้น และมีนักเดินทางนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน มาล้นหลามเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ประเทศจีนมีปัญหาฟองสบู่แตก สถาบันการเงินและอสังหาริมทรัพย์ล้มจำนวนมาก ประเทศจีนที่เคยเป็นประเทศนำเข้าสินค้าจากไทยรายใหญ่ที่สุดก็ลดคำสั่งซื้อลง นักท่องเที่ยวที่เคยมาก็เบาบางลง ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยไม่เข้าเป้า เมื่อเศรษฐกิจไทยไม่ดี จากการที่คาดการณ์ว่าปี 2566 GDPของไทยจะเติบโต 3.6% ก็ปรับลดลงมาเหลือ 2.8% มันก็ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน ยิ่งถ้าดอกเบี้ยเราต่ำเกินไป ก็จะทำให้ค่าซ้ำเติมค่าเงินบาทยิ่งขึ้นไปอีก อย่างที่บอกว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เงินเฟ้อเพิ่งลดระดับลงมา ขณะที่ดอกเบี้ยของประเทศเพื่อนบ้านยังสูง เราจึงต้องประคองอัตราดอกเบี้ย แล้วดูเพื่อนบ้านไปด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ นักลงทุนนักธุรกิจต่างประเทศ เขาดูภาพรวมแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ถ้าผลีผลามจะมีปัญหา แต่เนื่องจากมีรายงานว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์มาจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารพาณิชย์มีรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิ ในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วน 77% เพิ่มขึ้น 18.3% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ คิดเป็นสัดส่วน 23% ลดลง 17.2% ตามปกติ เวลาดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาขึ้น ธนาคารต่างๆจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และให้มีผลทันที ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากโดยเฉพาะดอกเบี้ยฝากประจำ ซึ่งมีมากกว่าครึ่งของเม็ดเงินที่ประชาชนนำไปฝากไว้ที่ธนาคาร กว่าจะปรับดอกเบี้ยก็ต้องรอให้ครบเทอมการฝาก เช่น หนึ่งปีหรือสองปีเสียก่อน จึงทำให้ธนาคารรับรู้รายได้ทันที ขณะที่รายจ่ายจะค่อยๆตามมา ที่ผ่านมา ประชาชนผู้ฝากเงินเจ็บปวดมายาวนาน จากการที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรืออัตราดอกเบี้ยลบด้วยเงินเฟ้อ ติดลบมาเป็นเวลายาวนาน ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกดดันให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้มากกว่านี้ เพื่อให้กลไกดอกเบี้ยได้กลับมาทำหน้าที่ปกติ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนกลับมาเก็บออมมากขึ้นแทนที่จะใช้ก่อนเก็บอย่างทุกวันนี้ ในอดีต ทุกครั้งที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนคนไทยมักเสียสละที่ยอมให้ธปท.นำเงินของรัฐไปอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหา เมื่อเศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นมา ธนาคารพาณิชย์ก็ควรจะเสียสละช่วยคนฝากเงิน ให้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาบ้าง แบ่งส่วนต่างของดอกเบี้ยให้คนฝากเงินบ้าง อย่าเอาแต่กินรวบคนเดียวตลอด รอให้เศรษฐกิจฟื้นคืนสู่ปกติ ธนาคารค่อยกลับมาทำกำไรแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

siamrath_online /  🏆 15. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ธปท.ขานรับมติ ครม.เลื่อนวันหยุดธนาคารจาก 2 ม.ค.67 เป็น 29 ธ.ค.66ธปท.ขานรับมติ ครม.เลื่อนวันหยุดธนาคารจาก 2 ม.ค.67 เป็น 29 ธ.ค.66ธปท.ขานรับมติ ครม.เลื่อนวันหยุดธนาคารจาก 2 ม.ค.67 เป็น 29 ธ.ค.66 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 ให้เลื่อนวันหยุดชดเชยวันหยุดราชการ ประจำปี พ.ศ.2566 และเพิ่มวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ประจำปี พ.ศ.
Read more »

ธปท.เผยแบงก์พัฒนาระบบจับพฤติกรรมต้องสงสัยเป็นบัญชีม้า สกัดภัยการเงินทันใช้ปีนี้ธปท.เผยแบงก์พัฒนาระบบจับพฤติกรรมต้องสงสัยเป็นบัญชีม้า สกัดภัยการเงินทันใช้ปีนี้ธปท.เผยแบงก์พัฒนาระบบจับพฤติกรรมต้องสงสัยเป็นบัญชีม้า สกัดภัยการเงินทันใช้ปีนี้ นายภิญโญ ตรีเพชราภรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.
Read more »

ธปท.กางแผนหนุนแบงก์-ภาคธุรกิจ ปรับตัวรับโลกธุรกิจสีเขียวธปท.กางแผนหนุนแบงก์-ภาคธุรกิจ ปรับตัวรับโลกธุรกิจสีเขียวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กางแผนช่วยสถาบันการเงิน สนับสนุนธุรกิจปรับตัว-เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว นำร่องปี 2566 เจาะภาคพลังงาน ขนส่ง ส่วนปี 2567 ขยายไปภาคอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร ก่อสร้าง
Read more »

กกร.เตรียมถกปมดอกเบี้ย 10 ม.ค.นี้ หอการค้าฯชี้ ศก.ปี 67 โตต่อเนื่อง เสนอคุมดอกเบี้ยช่วย SMEsกกร.เตรียมถกปมดอกเบี้ย 10 ม.ค.นี้ หอการค้าฯชี้ ศก.ปี 67 โตต่อเนื่อง เสนอคุมดอกเบี้ยช่วย SMEsกกร.เตรียมถกปมดอกเบี้ยแพง 10 ม.ค.นี้ หอการค้าฯชี้ ศก.ปี 67 โตต่อเนื่อง เสนอคุม ดบ.ช่วย SMEs ฝ่าวิกฤติ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องในปัจจุบัน ทำให้มีกระแสพูดถึงเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.
Read more »



Render Time: 2026-04-02 13:08:19