คนจน คือ คนที่ใช้เงินมากกว่าหา ต่อให้มีเป็นพันล้านก็มีสิทธิ์จนได้ “วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ” แนะ ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน หัวใจสำคัญในการบริหารเงิน คือ รู้จักเงิน รู้จักตัวเอง และรู้จักสติ
ในช่วงที่กระแส YOLO หรือ"You only live once" เป็นคติการใช้ชีวิตที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ มนุษย์เงินเดือน ที่ใช้ชีวิตหมดไปกับการทำงานในแต่ละวัน จนทำให้มีพฤติกรรมใช้เงินจนเกินตัว ด้วยความคิดที่ว่า “อยากซื้อก็จัด ประหยัดทำไม” หรือ “ชีวิตครั้งหนึ่งใช้ให้คุ้ม” และด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนในยุคปัจจุบัน หลายคนคงมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะรวยขึ้นมาได้ ทุกวันนี้ขอให้มีกินมีใช้ไปแต่ละวันก็คงพอ แต่อาจจะหลงลืมไปว่า เมื่อยามเกษียณ เราจะหาเงินจากไหนมาใช้จ่ายในแต่ละวัน สำหรับ “ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ” นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทยคนแรก จึงแนะสูตรสำเร็จในการบริหารเงินอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยความคิดที่ว่า คนไทยแก่ไป ต้องไม่จนหัวใจของการ ออมเงิน ให้เติบโต คือ การเริ่มต้นให้เร็ว ออมให้สม่ำเสมอ และเลือกลงทุนให้เงินงอกเงย ยกตัวอย่าง หากออมเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 40 ปี ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี จะมีเงินสะสมเกือบ 7 ล้านบาท หากเพิ่มเป็นเดือนละ 2,000 บาท เงินจะพุ่งทะลุ 12 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลา และผลตอบแทน ล้วนมีผลอย่างมากต่อความมั่งคั่งในอนาคต และนอกจากพฤติกรรมการออมที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอแล้ว แนวคิดที่เข้าใจเรื่องการออมก็เช่นกัน “การออมในวันนี้ คือ การเสียสละความสุขในวันข้างหน้า และคนที่กล้าเสียสละคือคนที่รักตัวเองในอนาคต” วิวรรณ กล่าวในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเก็บเงินไว้เฉย ๆ อาจไม่พออีกต่อไป “ การลงทุน ” จึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว แต่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงอยู่มากมายเช่นนี้ การลงทุน จึงต้องทำอยู่บนพื้นฐานปัจจัย 5 ข้อ ดังนี้ผู้ลงทุนควรเข้าใจตัวเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เช่น หากอายุน้อย รายได้มั่นคง ไม่มีภาระหนัก อาจเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่หากอยู่ในวัยใกล้เกษียณ หรือมีภาระต้องรับผิดชอบ การลงทุน ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอาจเหมาะสมกว่า รวมถึงต้องประเมินความวิตกกังวลของตัวเองให้ได้ เพราะทุกคนไม่สามารถรับความเสี่ยงในระดับเดียวกันได้“รู้จักสินทรัพย์ที่ลงทุน” ว่าให้ผลตอบแทน และมีความเสี่ยงในระดับไหน เช่น หุ้นเปรียบเสมือนการเป็นเจ้าของธุรกิจ พันธบัตรคือการปล่อยกู้ให้รัฐหรือบริษัท ส่วนทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นสินทรัพย์จริงที่มีมูลค่าในตัวเอง การลงทุน โดยไม่เข้าใจ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวกุญแจสำคัญของข้อนี้คือ “การกระจายความเสี่ยง” ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสิ่งเดียว และจัดสรรให้พอร์ตเหมือนสำรับข้าว ที่มีทั้งข้าวและกับ มีความหลากหลาย และอยู่ในสัดส่วนที่ต่างกัน ตามภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน ที่ดีต้องตั้งอยู่บนฐานของ “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินทรัพย์ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาตลาดในขณะนั้น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจึงเข้ามามีบทบาท เช่น การพิจารณากำไรของบริษัท แนวโน้มธุรกิจ หนี้สิน ทรัพย์สิน กระแสเงินสด หรือแม้แต่คุณภาพของผู้บริหาร หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ หากมูลค่าทางทฤษฎี มากกว่าราคาตลาด ก็ถือเป็นโอกาสในการ “ซื้อ” แต่หากราคาตลาดสูงเกินมูลค่าจริง ก็อาจถึงเวลาที่ควร “ขาย” หรือหลีกเลี่ยง นี่คือหลักการพื้นฐานของนักลงทุนสายเน้นคุณค่า ความผันผวนคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาสินทรัพย์ขึ้นลงตามเศรษฐกิจ ข่าวสาร และความเชื่อมั่นของผู้คน แต่สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้เสมอคือ “สติ” และการวางใจให้มั่นคงในแผนการเงินของตัวเอง หากเป็นเงินที่ต้องใช้ภายใน 1 ปี เช่น เงินค่าเทอม เงินดาวน์บ้าน หรือเงินฉุกเฉิน ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ควรเลือกลงทุนในที่ปลอดภัย เช่น ฝากธนาคาร, กองทุนตลาดเงิน, หรือกองทุนพันธบัตรระยะสั้น ที่มีอายุกำหนดไม่เกิน 1 ปี เพื่อรักษาเงินต้นให้คงอยู่ครบถ้วน สำหรับเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในอีก 5–10 ปีขึ้นไป เช่น เงินเกษียณ หรือเงินซื้อบ้านในอนาคต ควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้น หรือกองทุนผสม โดยให้ยึดแผนการเงินเป็นหลัก และไม่หวั่นไหวกับความผันผวนในระยะสั้น พร้อมทั้งปรับพอร์ตให้มีสินทรัพย์คุณภาพดี ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ตในระยะยาว ในผู้ลงทุนที่ต้องการนำเงินมาเทรด ต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของการตัดขาดทุน เมื่อราคาลงต่ำกว่าจุดที่รับได้ และขายทำกำไรเมื่อถึงเป้าหมาย ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสินใจวิวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 นักลงทุนทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความผันผวนที่ต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้น การลงทุน ในปีนี้จึงควรดำเนินไปด้วยความ “ระมัดระวัง” และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกระจายความเสี่ยงอย่างมีระบบ “ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว” อย่างสหรัฐยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้จะมีโอกาสเติบโต แต่ก็แฝงด้วยความผันผวนและโอกาสในการปรับฐาน นักลงทุนควรเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแรง มีศักยภาพในระยะยาว สำหรับ “ตลาดเกิดใหม่” ยังต้องจับตา เพราะแม้อาจได้แรงหนุนจากเม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดพัฒนาแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้การเติบโตไม่แน่นอนในปีนี้ ในมุมมองของการจัดพอร์ต นักลงทุนควรเน้น “กลยุทธ์แบบ Cautious” คือ เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ลดน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงสูง และถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน เช่น เงินสด พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตดี หลีกเลี่ยงตราสารที่ไม่มีการจัดอันดับ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงแฝงสูง พร้อมฝากข้อคิดตอนท้ายว่า “ออมให้พอ ใช้น้อยกว่า และลงทุนอย่างฉลาด” คือสมการที่ยังใช้ได้เสมอในทุก ๆ สถานการณ์ ดังนั้น นักออมทุกคนจึงต้องสร้างเกราะป้องกันที่เริ่มต้นที่จิตใจตัวเอง เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินอย่างแท้จริง.
ในช่วงที่กระแส YOLO หรือ"You only live once" เป็นคติการใช้ชีวิตที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือมนุษย์เงินเดือนที่ใช้ชีวิตหมดไปกับการทำงานในแต่ละวัน จนทำให้มีพฤติกรรมใช้เงินจนเกินตัว ด้วยความคิดที่ว่า “อยากซื้อก็จัด ประหยัดทำไม” หรือ “ชีวิตครั้งหนึ่งใช้ให้คุ้ม” และด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนในยุคปัจจุบัน หลายคนคงมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะรวยขึ้นมาได้ ทุกวันนี้ขอให้มีกินมีใช้ไปแต่ละวันก็คงพอ แต่อาจจะหลงลืมไปว่า เมื่อยามเกษียณ เราจะหาเงินจากไหนมาใช้จ่ายในแต่ละวัน สำหรับ “วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ” นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทยคนแรก จึงแนะสูตรสำเร็จในการบริหารเงินอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยความคิดที่ว่า คนไทยแก่ไป ต้องไม่จนหัวใจของการออมเงินให้เติบโต คือ การเริ่มต้นให้เร็ว ออมให้สม่ำเสมอ และเลือกลงทุนให้เงินงอกเงย ยกตัวอย่าง หากออมเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 40 ปี ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี จะมีเงินสะสมเกือบ 7 ล้านบาท หากเพิ่มเป็นเดือนละ 2,000 บาท เงินจะพุ่งทะลุ 12 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลา และผลตอบแทน ล้วนมีผลอย่างมากต่อความมั่งคั่งในอนาคต และนอกจากพฤติกรรมการออมที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอแล้ว แนวคิดที่เข้าใจเรื่องการออมก็เช่นกัน “การออมในวันนี้ คือ การเสียสละความสุขในวันข้างหน้า และคนที่กล้าเสียสละคือคนที่รักตัวเองในอนาคต” วิวรรณ กล่าวในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเก็บเงินไว้เฉย ๆ อาจไม่พออีกต่อไป “การลงทุน” จึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว แต่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงอยู่มากมายเช่นนี้ การลงทุนจึงต้องทำอยู่บนพื้นฐานปัจจัย 5 ข้อ ดังนี้ผู้ลงทุนควรเข้าใจตัวเองก่อนว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เช่น หากอายุน้อย รายได้มั่นคง ไม่มีภาระหนัก อาจเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่หากอยู่ในวัยใกล้เกษียณ หรือมีภาระต้องรับผิดชอบ การลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอาจเหมาะสมกว่า รวมถึงต้องประเมินความวิตกกังวลของตัวเองให้ได้ เพราะทุกคนไม่สามารถรับความเสี่ยงในระดับเดียวกันได้“รู้จักสินทรัพย์ที่ลงทุน” ว่าให้ผลตอบแทน และมีความเสี่ยงในระดับไหน เช่น หุ้นเปรียบเสมือนการเป็นเจ้าของธุรกิจ พันธบัตรคือการปล่อยกู้ให้รัฐหรือบริษัท ส่วนทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นสินทรัพย์จริงที่มีมูลค่าในตัวเอง การลงทุนโดยไม่เข้าใจ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวกุญแจสำคัญของข้อนี้คือ “การกระจายความเสี่ยง” ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสิ่งเดียว และจัดสรรให้พอร์ตเหมือนสำรับข้าว ที่มีทั้งข้าวและกับ มีความหลากหลาย และอยู่ในสัดส่วนที่ต่างกัน ตามภาวะเศรษฐกิจการลงทุนที่ดีต้องตั้งอยู่บนฐานของ “มูลค่าที่แท้จริง” ของสินทรัพย์ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาตลาดในขณะนั้น การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจึงเข้ามามีบทบาท เช่น การพิจารณากำไรของบริษัท แนวโน้มธุรกิจ หนี้สิน ทรัพย์สิน กระแสเงินสด หรือแม้แต่คุณภาพของผู้บริหาร หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ หากมูลค่าทางทฤษฎี มากกว่าราคาตลาด ก็ถือเป็นโอกาสในการ “ซื้อ” แต่หากราคาตลาดสูงเกินมูลค่าจริง ก็อาจถึงเวลาที่ควร “ขาย” หรือหลีกเลี่ยง นี่คือหลักการพื้นฐานของนักลงทุนสายเน้นคุณค่า ความผันผวนคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาสินทรัพย์ขึ้นลงตามเศรษฐกิจ ข่าวสาร และความเชื่อมั่นของผู้คน แต่สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้เสมอคือ “สติ” และการวางใจให้มั่นคงในแผนการเงินของตัวเอง หากเป็นเงินที่ต้องใช้ภายใน 1 ปี เช่น เงินค่าเทอม เงินดาวน์บ้าน หรือเงินฉุกเฉิน ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ควรเลือกลงทุนในที่ปลอดภัย เช่น ฝากธนาคาร, กองทุนตลาดเงิน, หรือกองทุนพันธบัตรระยะสั้น ที่มีอายุกำหนดไม่เกิน 1 ปี เพื่อรักษาเงินต้นให้คงอยู่ครบถ้วน สำหรับเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในอีก 5–10 ปีขึ้นไป เช่น เงินเกษียณ หรือเงินซื้อบ้านในอนาคต ควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้น หรือกองทุนผสม โดยให้ยึดแผนการเงินเป็นหลัก และไม่หวั่นไหวกับความผันผวนในระยะสั้น พร้อมทั้งปรับพอร์ตให้มีสินทรัพย์คุณภาพดี ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ตในระยะยาว ในผู้ลงทุนที่ต้องการนำเงินมาเทรด ต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของการตัดขาดทุน เมื่อราคาลงต่ำกว่าจุดที่รับได้ และขายทำกำไรเมื่อถึงเป้าหมาย ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสินใจวิวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 นักลงทุนทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความผันผวนที่ต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้นการลงทุนในปีนี้จึงควรดำเนินไปด้วยความ “ระมัดระวัง” และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกระจายความเสี่ยงอย่างมีระบบ “ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว” อย่างสหรัฐยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้จะมีโอกาสเติบโต แต่ก็แฝงด้วยความผันผวนและโอกาสในการปรับฐาน นักลงทุนควรเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแรง มีศักยภาพในระยะยาว สำหรับ “ตลาดเกิดใหม่” ยังต้องจับตา เพราะแม้อาจได้แรงหนุนจากเม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดพัฒนาแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้การเติบโตไม่แน่นอนในปีนี้ ในมุมมองของการจัดพอร์ต นักลงทุนควรเน้น “กลยุทธ์แบบ Cautious” คือ เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ลดน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงสูง และถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน เช่น เงินสด พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตดี หลีกเลี่ยงตราสารที่ไม่มีการจัดอันดับ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงแฝงสูง พร้อมฝากข้อคิดตอนท้ายว่า “ออมให้พอ ใช้น้อยกว่า และลงทุนอย่างฉลาด” คือสมการที่ยังใช้ได้เสมอในทุก ๆ สถานการณ์ ดังนั้น นักออมทุกคนจึงต้องสร้างเกราะป้องกันที่เริ่มต้นที่จิตใจตัวเอง เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินอย่างแท้จริง
การเงินส่วนบุคคล กลยุทธ์การลงทุน พอร์ตการลงทุน การออมเพื่อเกษียณ เศรษฐกิจผันผวน การลงทุน ออมเงิน วางแผนเกษียณ มนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ จัดพอร์ตการลงทุน เกษียณอายุ ลงทุนหุ้นปันผล ลงทุน
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
การตรวจพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับบทจำกัดสิทธิการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลภารกิจสำคัญหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คือ การตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายนั้น ประเด็นสำคัญในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมาย คือ การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงการตรากฎหมายที่ต้องไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๗...
Read more »
รพ.จุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์นวัตกรรมผ่าตัดลิ้นหัวใจ “SAVE YOUR HEART SAVE YOUR LIFE”ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจ คือ อวัยวะสำคัญของร่างกาย เพราะหัวใจทำงานตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ได้หยุดพัก หลายคนมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันพบผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจ ทั่วโลกมีเพิ่มมากขึ้น และหนึ่งในโรคที่ถือเป็นภัยเงียบของโรคหัวใจที่สำคัญ คือ โรคลิ้นหัวใจ ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์...
Read more »
ล้ม สว.ลามถึงยุบพรรค เปิดแผนหักด่านชั้น 14จุดศูนย์ดุลของสงครามการเมืองชุดนี้ คือ “คดีชั้น 14” ฉะนั้น ทักษิณจึงกำลังพลิกเกมให้มาเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้อย่างเด็ดขาด เพื่อเดินหน้ายึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จต่อไป มิฉะนั้นตายหมู่
Read more »
สองภาพสะท้อน “ศรัทธา-เสื่อมศรัทธา” ที่วัดไร่ขิง: จากน้ำใจขอทานถึงเจ้าอาวาสทุจริตวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม กลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อเรื่องราวสองด้านของ “ศรัทธา” และ “ความเสื่อมศรัทธา” ถูกเปิดเผยอย่างน่าตกใจ ด้านหนึ่ง คือ “ลุงเอี่ยม” ขอทานผู้พิการที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่บริจาคเงินนับล้านบาทเพื่อบูรณะวัด และอีกด้านหนึ่ง คือ “พระธรรมวชิรานุวัตร” เจ้าอาวาสที่ถูกกล่าวหายักยอกเงินวัดกว่า 300...
Read more »
GULF และ TINA Effect ในตลาดหุ้นไทยหุ้นหนึ่งตัวที่ผมเห็นได้ชัดกว่าใครเพื่อน คือ GULF Energy ซึ่งสอบผ่านทั้งในแง่การเติบโตที่ “เด่น” และ เป็นหุ้นขนาด “ใหญ่” คลายกังวลปัจจัยที่หุ้นกลาง, เล็กต้องเผชิญ
Read more »
เกือบ 90% บัญชีเงินฝากของคนไทย มี “เงิน” ไม่ถึง 50,000 บาทเมื่อ “การออม” กลายเป็นเรื่องไกลตัว สัญญาณเตือนจากบัญชีเงินฝากคนไทย การเพิ่มรายได้ การลดค่าครองชีพ และการยกระดับความรู้ทางการเงิน วาระสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
Read more »
