กลุ่มเครือข่ายประชาสังคมเพื่อการกู้ยืมที่เป็นธรรมยื่น 1.5 หมื่นรายชื่อสนับสนุน“กิตติรัตน์ ณ ระนอง”นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ เชื่อมั่นคุณสมบัติความรู้ความสามารถยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ตอบโจทย์ประชาชน
กลุ่มเครือข่ายประชาสังคมเพื่อการกู้ยืมที่เป็นธรรมยื่น 1.5 หมื่นรายชื่อสนับสนุน“ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ”นั่ง ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ เชื่อมั่นคุณสมบัติความรู้ความสามารถยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ตอบโจทย์ประชาชน เมื่อวันที่ 11 พ.
ย.67 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิฑูร ลี้ธีระนานนท์ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการกู้ยืมที่เป็นธรรม ยื่นหนังสือ สนับสนุน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมี นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับหนังสือนายวิฑูร กล่าวว่า เครือข่ายฯ ได้นำรายชื่อของประชาชนที่มีการลงชื่อกว่า 15,000 รายเป็นเสียงบริสุทธิ์ ที่ออกมาเสนอให้กับคณะกรรมการคัดเลือกประธานและกรรมการ ธปท. ผ่านรัฐบาลขอสนับสนุนนายกิตติรัตน์ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการแบงก์ชาติ เพราะเป็นผู้มีความเหมาะสมทั้งคุณสมบัติ ประสบการณ์และความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ สามารถเข้ามาปรับปรุงและยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินของ ธปท. ให้ตอบโจทย์ประชาชน และเกิดการกู้ยืมที่เป็นธรรมมากขึ้น ส่วนคุณสมบัติของนายกิตติรัตน์ไม่ได้มีการดำรงตำแหน่งทางการเมืองมามากกว่า 1 ปีแล้วและเชื่อว่า นายกิตติรัตน์จะช่วยพาบ้านเมืองและชีวิตประชาชนผ่านวิกฤตครั้งนี้ เครือข่ายฯประกอบด้วยประชาชนจำนวน 15,000 รายจากทั่วประเทศ ดังที่ปรากฎรายชื่อในเอกสารแนบ สนับสนุนการสมัครเข้า ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ธปท. ของนายกิตติรัตน์ ด้วยเล็งเห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้และความสามารถ คุณสมบัติเพรียบพร้อม มีความติดดิน มีผลงานการช่วยเหลือประชาชนและสังคมให้เป็นที่ประจักษ์ในหลายด้านทั้งด้านตลาดทุนตลาดหลักทรัพย์ การเงินการคลัง การกีฬา การเกษตร และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้ ธปท. ปรับปรุงการกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินไทยให้ดีและเหมาะสมขึ้น ไม่ใช่สถาบันการเงินจะมุ่งเน้นแต่การสร้างผลกำไร แต่จำเป็นต้องให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนด้วยความรับผิดชอบและเป็นธรรมมากขึ้น ถ้าพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าแนวปฏิบัติในหลายเรื่องจำเป็นต้องปรับปรุงให้เหมาะสม โดยส่วนที่สำคัญมีดังต่อไปนี้ 1.การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในภาพรวมให้ลดลง ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 ที่เกิดวิกฤติโควิด ถ้าพิจารณาสถาบันการเงิน 10 แห่งมีกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปี 2563 -66 กำไร 1.32 1.75 1.92 และ 2.26 แสนล้านบาท และ 9 เดือนของปี 2567 กำไร 1.9 แสนล้านบาท ทั้งปี 2567คาดว่ากำไรจะสูงกว่าในปี 2566 ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกำไรจากดอกเบี้ย ดังนั้นในภาวะที่หนี้ครัวเรือนของประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศยังฟื้นตัวไม่ได้ดีนัก สถาบันการเงินสามารถที่จะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่ลดภาระของประชาชน ซึ่งทำได้ในหลายจุด อาทิ หนี้ข้าราชการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิหักเงินเดือน ในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยลง เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ทหารอากาศ 22 จาก 27 แห่งได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงจาก 6.25% ต่อปีเหลือ 4.75% ต่อปี สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 10 แห่งอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำกว่า 4.75% ต่อปี ตามที่รัฐบาลและกรมส่งเสริมสหกรณ์ชี้เป้าว่าเหมาะสม สอดดคล้องความเสี่ยง แต่อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เจ้าหนี้สถาบันการเงินคิดกับข้าราชการแทบยังไม่ปรับลดและยังอยู่สูงเกินความเสี่ยงมาก ในบรรดาที่ใช้สิทธิหักเงินเดือน สินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคือ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ ที่ MRR+5.5=7.45+5.5.5=12.945% ต่อปี ประชาชนอีกกลุ่มใหญ่ที่ควรจะได้รับดอกเบี้ยที่ถูกลง คือ ประชาชนที่ประวัติการชำระหนี้ดีต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของดอกเบี้ยในประเทศไทยที่ผู้มีประวัติการชำระหนี้ดีไม่ได้รางวัลอะไรจากการเป็นคนดีมีวินัย ในเรื่องนี้ ธปท. สามารถดำเนินการเช่นเดียวกับในต่างประเทศที่ Regulator จะกำหนดให้เจ้าหนี้ต้อง quote อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับผู้ที่มีประวัติชำระหนี้ดีต่อเนื่อง 12 หรือ 24 เดือนเป็นต้น มาตรการนี้จะทำให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่ถูกลงสอดคล้องกับความเสี่ยง ปัจจุบันเจ้าหนี้มักจะกำหนดให้ลูกหนี้ส่วนใหญ่ทั้งที่มีประวัติดีและไม่ดีให้ได้รับดอกเบี้ยเท่ากันที่อัตราเพดานสูงสุดของแต่ละประเภทสินเชื่อ 2.การคิดดอกเบี้ยกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ค่างวดตามสัญญา โดยการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2563 ธปท. ได้แก้ไขเกณฑ์ว่าด้วยฐานที่ใช้คำนวณที่ให้คำนวณจากเงินต้นในค่างวดที่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น เดิมเจ้าหนี้จะใช้เงินต้นคงค้างทั้งหมดมาคำนวณแม้จะผิดนัดงวดเดียว นอกจากนั้นยังได้แก้ไขการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่เจ้าหนี้จะปรับเพิ่มจากอัตราปกติไม่เกิน 3% ต่อปี การแก้ไขเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องทำให้ในปี 2564 มีการแก้ไข ปพพ ม. 224/1ข้อจำกัดของการแก้ไขครั้งนั้นคือจะใช้บังคับกับเฉพาะรายใหม่ที่เกิดหลังเกณฑ์มีผลใช้บังคับเท่านั้น กรณีที่เกิดก่อนหน้าปี 2563 ยังเดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในชั้นบังคับคดี จึงเสนอรายละเอียดมาเพื่อแสดงพลังสนับสนุน
ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ กิตติรัตน์ ณ ระนอง โพสต์ทูเดย์ Posttoday
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
จับตา “กบ-กุลิศ” ม้ามืดนั่งประธานแบงก์ชาติ หลัง “โต้ง” เจอกระแสต่อต้านหนักเกาะติดประชุมบอร์ดคัดเลือก “ประธานแบงก์ชาติ” พรุ่งนี้ ลุ้น “กบ-กุลิศ สมบัติศิริ” ม้ามืดนั่งประธานแบงก์ชาติ หลัง “โต้ง-กิตติรัตน์ ณ ระนอง” เจอกระแสต่อต้านรุนแรง
Read more »
ดีเดย์วันนี้ ลงคะแนนลับ เลือกประธานบอร์ด ธปท.‘กิตติรัตน์’ เต็งเข้าวินจับตาบ่ายวันนี้ (4 พ.ย.) กรรมการสรรหาประธานบอร์แบงก์ชาติ นัดประชุมวันนึ้หลังจากรอบก่อนยังไม่มีข้อสรุป จับตา 3 แคนดิเดต กิตติรัตน์ - กุลิศ - สุรพล ชิงดำ กิตติรัตน์ เต็งนั่งเก้าอี้ หลังผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมายของ ธปท.
Read more »
'ภาคประชาชน' ยื่น 1.5 หมื่นชื่อหนุน 'กิตติรัตน์' นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติกลุ่มเครือข่ายประชาสังคมเพื่อการกู้ยืมที่เป็นธรรม ยื่น 1.5 หมื่นรายชื่อหนุน กิตติรัตน์ นั่งประธานบอร์ด พาฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ธปท. “สมคิด” รับหนังสือส่งต่อ ธปท.คาดได้ข้อสรุปเลือกวันนี้ ยันรัฐบาลรับฟังความเห็นทั้งฝ่ายหนุนฝ่ายค้าน
Read more »
รัฐบาลดี๊ด๊า! เปิดทำเนียบฯ รับม็อบเชียร์ 'กิตติรัตน์' นั่งปธ.บอร์ดแบงก์ชาติเครือข่ายภาคประชาสังคมฯ ยื่น 1.5 หมื่นรายชื่อ หนุน 'กิตติรัตน์' นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ 'รองเลขาฯนายกฯ' รีบหอบส่ง ธปท.ทันที แย้มวันนี้ไม่เลื่อนแล้ว
Read more »
เครือข่ายภาคประชาสังคมฯ ยื่น 1.5 หมื่นรายชื่อหนุน “กิตติรัตน์” นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ “สมคิด” เตรียมส่งไป ธปท. ไม่หวั่น ม็อบมาเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 พ.ย.
Read more »
ภาคประชาชน ยื่น 1.5 หมื่นรายชื่อ หนุน 'กิตติรัตน์' นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติเรื่องเล่าเช้านี้
Read more »
