ภาพรวมยังมีแรงกดดันจากดอกเบี้ยพันธบัตรที่ยืนสูง และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอน ในสัปดาห์ที่แล้ว (16 – 20 ตุลาคม) ตลาดหุ้นไทยอ่อนแอเกินคาด และ ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบสามสัปดาห์
ทั้งนี้ ตั้งเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และ ความเห็นที่ค่อนไปทาง hawkish จากนาย Jerome Powell ประธาน Fed เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ กระแสข่าวเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังเป็นเชิงลบ โดยยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวทางการหาเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นผ่าน digital wallet ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคมอยู่ที่ประมาณ1.
0 ล้านคน ซึ่งแสดงถึงโมเมนตัมที่เฉื่อยลง ทั้งนี้ หุ้น กลุ่มที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย อย่างเช่น สาธารณูปโภค และ ไฟแนนซ์ ยังคง under-perform ตลาดอยู่ในขณะที่หุ้นธนาคารไทย outperform หุ้นกลุ่มอื่น เนื่องจากผลประกอบการของธนาคารใหญ่ส่วนใหญ่ใน 3Q66 แข็งแกร่ง สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่าดัชนี SET จะยังคงเคลื่อนไหวแบบ sideways down ถึงแม้ว่าตลาดจะดูเหมือนอยู่ในเขต oversold และอาจจะดีดตัวกลับได้บ้างระหว่างสัปดาห์ แต่เรามองว่า ยังคงไม่มีปัจจัยกระตุ้นด้านบวกที่จะหนุนให้ตลาดฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และ ไทย ยังคงอยู่ในระดับสูง และน่าจะสูงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าตัวเลข GPD 3Q66 ของสหรัฐ และตัวเลขสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐจะออกมาแข็งแกร่ง นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล และฮามาสยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เมื่ออิงจากโมเดลการคำนวณ earnings yield gap ของประเทศไทย โดยใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ 3.40% และระดับ EYG ระยะยาวที่ 4.1% เรามองว่าดัชนีอาจจะแกว่งตัวลงไปได้ถึง 1,360 จุดก่อนที่ตลาดจะเริ่มนิ่งทางด้านของสหรัฐ ตัวเลขสำคัญที่จะส่งผลกับตลาดได้แก่ i) GDP 3Q66 ในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่ง consensus ประเมินไว้ที่ 4.2% QoQ SAAR แต่ GDP tracker model ของ Fed ประเมินไว้แข็งแกร่งมากที่ 5.4% ii) ตัวเลขเงินเฟ้อ core PCE เดือนกันยายนในวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7% YoY ชะลอลงจาก 3.9% YoY ในเดือนสิงหาคม ส่วนในยุโรป ECB จะประชุมเพื่อตัดสินนโยบายการเงินในวันที่ 26 ตุลาคม โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเรา และ consensus คาดว่า ECB จะคงอัตรา refinancing rate เอาไว้เท่าเดิมที่ 4.50%เนื่องจากเรายังคงมองแนวโน้มตลาดแบบระมัดระวัง เราจึงคิดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารของไทย และ หุ้น defensive ยังคงเป็นหุ้นเด่นสำหรับเก็งกำไรในสัปดาห์นี้ โดยผลประกอบการของธนาคารใหญ่เกือบทุกแห่ง ยกเว้น SCB* ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดใน 3Q66 เนื่องจาก NIMs แข็งแกร่ง ซึ่งในกลุ่มนี้ เราชอบ BBL* และ KBANK* สำหรับหุ้น defensive เรายังคงชอบกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่คาดว่าผลประกอบการ 3Q66 จะออกมาแข็งแกร่ง อย่างเช่น BDMS* และ BH*
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
หุ้นไทยอ่อนตัว 1,390-1,380 จุด ราคาน้ำมันดิบทรุดแรง 3% เอฟเฟ็กต์กลุ่มพลังงานบล.กรุงศรี ประเมินตลาดหุ้นไทยวันนี้ อ่อนตัวแนวรับ 1,390-1,380 จุด แม้ตลาดได้ปัจจัยบวกสถานการณ์สู้รบดูผ่อนคลายลง
Read more »
บล.ลิเบอเรเตอร์ เปิดตัวทีม FA มากประสบการณ์ พร้อมดันบริษัทเข้าตลาดหุ้น“บล.ลิเบอเรเตอร์” เปิดตัวทีม FA มากประสบการณ์ รุกขยายงานด้านวาณิชธนกิจ พร้อมดันบริษัทพื้นฐานดีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
Read more »
วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ ตลาดหุ้นไทยหลุด 1,400 จุด รับแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้คาดตลาดหุ้นโลกผันผวน โดยหลักๆ ยังถูกกดดันจาก 1) อัตราผลตอบแทนสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง แม้จะชะลอลงเล็กน้อยหลังจากปรับตัวขึ้นแตะระดับ 5% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ที่เคยเกิดวิกฤติสินเชื่อ
Read more »
วิเคราะห์หุ้นรายตัว : บล.กรุงศรี OSP 3Q23F – อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นต่อเนื่องเรายังคงคำแนะนำ ซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 36.50 บาท และคาดว่า OSP จะมีกำไรจากธุรกิจหลัก 581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% qoq และ 138% yoy
Read more »
