ดร. ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองใช้นโยบายหาเสียงแบบประชานิยมซึ่งจะทำให้มีข้อกังวลว่าจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ว่าในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาแต่ละนโยบาย แต่โดยหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ด้านแนวโน้มเงินเฟ้อโดยปัจจุบันเงินเฟ้อของโลกอยู่ในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์โดยคาดว่าเงินเฟ้อโลกจะยังไม่ลดลงเท่าระดับก่อนโควิดในเร็วๆ นี้ สำหรับเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเช่นเดียวกันเนื่องจากในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาพลวัตของเงินเฟ้อไทยขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อโลกพอสมควร “กนง.
ไม่สามารถระบุได้ว่าในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจุดสูงสุดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ที่เท่าไร เนื่องจากยังต้องพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ รวมถึงต้องลดความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีกระยะ” นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เงินเฟ้อของไทยแม้จะลดลงตามที่ประเมินไว้และเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2566 แต่ยังมีความเสี่ยงด้านสูงจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการส่งผ่านต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการเผชิญภาวะต้นทุนสูงต่อเนื่องและอาจมีต้นทุนบางส่วนที่ยังไม่ได้ส่งผ่านในช่วงก่อนหน้า รวมถึงต้นทุนบางประเภทยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะราคาพลังงานในประเทศ โดยข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดเดือน มี.ค. 2566 พบว่าราคาอาหารสำเร็จรูปยังปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อยตามต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง และยังมีสินค้าและบริการบางส่วนที่ยังไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนในช่วงก่อนหน้า ดังนั้น ต้องติดตามแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจเอื้อต่อการส่งผ่านของต้นทุนในระยะต่อไป “สิ่งที่จับตาคือเงินเฟ้อพื้นฐานโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปและบริการ เนื่องจากหากนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มในอนาคตและใช้บริการอาหารและโรงแรมเพิ่มขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มสูงขึ้นได้” นายสุรัช เปิดเผยต่อว่า จากการที่กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายตึงตัวขึ้นบ้างสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขณะที่ธนาคารพาณิชย์ส่งผ่านดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภายหลังจากกนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้ง พบว่าธนาคารพาณิชย์มีการส่งผ่านอันตราดอกเบี้ยมาที่ MLR หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่ 68% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 53-54 ที่อยู่ที่ 56% ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้นเช่นเดียวกัน สำหรับการส่งผ่านไปยัง MRR หรืออัตราดอกเบี้ย ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีอยู่ที่ 63% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 53-54 ซึ่งอยู่ที่ 63% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์พยายามที่จะช่วยเหลือและประคับประคองลูกหนี้รายย่อย สำหรับต้นทุนการกู้ยืมของธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของภาคเอกชนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะท้อนจากปริมาณสินเชื่อและการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ยังขยายตัว โดยธุรกิจได้เร่งระดมทุนผ่านตราสารหนี้ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อล็อกต้นทุน ขณะที่ธุรกิจในภาคบริการและ SMEs ยังได้รับสินเชื่อใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมามีส่วนช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สะดุด และลดความเสี่ยงที่เงินเฟ้อที่จะอยู่ในระดับสูงนานต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจไทยกลับสู่ระดับ pre -COVID แล้วและมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องและมีการฟื้นตัวที่กระจายตัวขึ้น เงินเฟ้อทั่วไปโน้มลดกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงไตรมาส 2 ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความมั่นคง ขณะที่แม้ธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบาง แต่รายได้เริ่มปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ครัวเรือนกังวลภาระหนี้ หลังดอกเบี้ยขาขึ้น ฉุดดัชนี KR-ECI มี.ค.ลดลง : อินโฟเควสท์ในเดือนมี.ค. 66 ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้เริ่มเห็นความกังวลที่มากขึ้นของครัวเรือน เกี่ยวกับภาระหนี้สิน โดยสะท้อนผ่านองค์ประกอบดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือน (KR-ECI) ด้านภาระในการชำระหนี้ของครัวเรือนในเดือนนี้ลดลง (กังวลเพิ่มขึ้น) อย่างมีนัยสำคัญที่ 42.3 จาก 46.8 ในเดือนก.พ.66 ทั้งนี้ ได้เริ่มเห็นความกังวลของครัวเรือนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่ในเดือนม.ค.66 ซึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตั้งแต่เดือนส.ค. 65 โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% ต่อปี (มติ กนง. เมื่อวันที่ 29 มี.ค.66) และพบว่าในเดือนธ.ค.66 เริ่มมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มลูกค้ารายย่อย (MRR) โดยขณะนี้มีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้วทั้งสิ้นประมาณ 0.90% ซึ่งต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ครัวเรือนมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะกดดันการบริโภคของครัวเรือนในอนาคต ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้ามีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 1 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะอยู่ที่ 2.00% ต่อปี ณ สิ้นปี 2566 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวดีต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย อัตราเงินเฟ้อที่แม้ปรับลดลงเร็ว (เดือนมี.ค. 66 อยู่ที่ 2.83%YoY) แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่อาจกลับมาผันผวนได้ […]
Read more »
กนง.ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.75% ฉุดความเชื่อมั่นอสังหาฯ ลดลงศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผย กนง.ขึ้นดอกเบี้ย สู่ 1.75% ฉุดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอสังหาฯ ไตรมาสแรก ลดลงสู่ 46.7 อีกทั้ง ต้นทุนสูง ยังกดดันฝั่งการพัฒนาโครงการ คาด 6 เดือนข้างหน้าสถานการณ์ดีขึ้น หลังภาคการท่องเที่ยวฟื้น บวกนักช้อปอสังหาฯชาวจีน เข้ามาลงทุนมากขึ้น
Read more »
รายงาน กนง.ระบุพร้อมปรับเงื่อนเวลาขึ้นดอกเบี้ย หากศก.-เงินเฟ้อเปลี่ยนไปจากคาด : อินโฟเควสท์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2566 วันที่ 29 มี.ค. 2566 ซึ่งในการประชุมดังกล่าว กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีจาก 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี ซึ่งคณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อาจเพิ่มขึ้น “จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาวอย่างค่อยเป็นค่อยไป” รายงาน กนง.ระบุ คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้แรงงาน และการบริโภคภาคเอกชน โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ขยายตัวที่ 3.6% และในปี 2567 จะขยายตัวที่ 3.8% จากปัจจัยสำคัญ คือ 1. ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจน สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบทุกสัญชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 จะอยู่ที่ 28 ล้านคน และปี 2567 จะอยู่ที่ 35 […]
Read more »
เปิดรายงานประชุม “กนง.” พร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่อลดความเสี่ยงเงินเฟ้อตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูง ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ขณะที่เสถียรภาพระบบการเงินมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัญหาสถาบันการเงิน
Read more »
ธปท.จับตานโยบายประชานิยม ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง หลังศก.ติดเครื่อง : อินโฟเควสท์นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวแสดงความเห็นในงาน Monetary Policy Forum ต่อกรณีที่หลายพรรคการเมืองใช้นโยบายหาเสียงประชานิยม ซึ่งอาจทำให้มีข้อกังวลว่าจะยิ่งเพิ่มให้เงินเฟ้อสูงขึ้นหรือไม่ว่า จะต้องไปพิจารณารายละเอียดในแต่ละนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะหากมีหลักการเพื่อมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจแล้ว ทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ก็จำเป็นต้องประสานกันต่อไป ทั้งนี้ มองว่านโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 นั้น เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาคการคลัง และภาคการเงิน แต่ในระยะข้างหน้า ประเมินว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวและยังมีแรงส่ง จึงเป็นเหตุผลให้ต้องถอนคันเร่งภาคการเงิน เช่นเดียวกับภาคการคลัง ที่ทยอยยกเลิกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไปในช่วงที่ผ่านมาแล้ว นายปิติ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมรอบวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เนื่องจากมองว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จากแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อาจเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวกลับมาเติบโตได้ดี ซึ่งจะทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ประกอบกับเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ผู้ประกอบการภาคการผลิตจะเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนที่ยังค้างอยู่จากปีที่แล้ว ไปยังราคาสินค้าและบริการในปีนี้ ดังนั้น ถ้าสถานการณ์เอื้อให้ปรับขึ้นราคาสินค้า ก็จะทำให้เงินเฟ้อยังมีโอกาสอยู่ในระดับที่สูงต่อไปได้ พร้อมระบุว่า การที่ กนง.มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายยังมีความจำเป็น เนื่องจากมองเห็นพัฒนาการของเงินเฟ้อ และขณะนี้เงินเฟ้อยังไม่อยู่ในระดับที่ กนง.จะสบายใจได้ […]
Read more »
ธปท.มองการส่งออกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน Q4/65 เชื่อเห็นการฟื้นตัวครึ่งหลังปี 66 : อินโฟเควสท์นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ถึงการส่งออกของไทยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าในปีนี้ การส่งออกของไทยหดตัว 0.7% และปี 67 จะสามารถกลับมาขยายตัวได้ที่ 4.3% ซึ่งการส่งออกของไทยถือว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 4/65 ซึ่งในช่วงนั้นการส่งออกชะลอตัวค่อนข้างแรงตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ แต่ปัจจุบันมองว่าการส่งออกเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว และเชื่อว่าจะเริ่มเห็นทิศทางการปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ โดยจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 67 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สินค้าส่งออกใน 3 กลุ่มหลักที่จะกลับมาฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มแรก ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เครื่องจักร กลุ่มที่สอง สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร และกลุ่มสาม ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 เม.ย. 66) Facebook […]
Read more »
