พบสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ใน 3 หมู่บ้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย กลิ่นรบกวนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ป่วยแล้ว 58 คน workpointTODAY
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอแม่สาย เผยผลตรวจสอบ กรณีร้องเรียนกลิ่นไม่พึงประสงค์ ใน.อ.แม่สาย จ.เชียงราย พบ “สารไฮโดรเจนไซยาไนด์” เบื้องต้น 3 หมู่บ้าน วัดค่าอยู่ในระดับ “กลิ่นรบกวนที่อาจเป็นอันตรายกับสุขภาพ” มีผู้ป่วยแล้ว 58 คน เตรียมวางแผนรับมือและหากต้องอพยพประชาชนประชุมกับโรงพยาบาลแม่สาย และสำนักงานสาธารณสุข อ.
แม่สาย ในวันนี้ กรณีประชาชนพื้นที่ ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้รับผลกระทบจาก “กลิ่นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์” โดย นพ.ศิริศักดิ์ นันทะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สาย รายงานว่า ตามที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สายได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีกลิ่นไม่พึงประสงค์ในเขตพื้นที่เขต อ.แม่สาย นั้น ได้เชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สาย โรงพยาบาลแม่สาย สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาย และเทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ ร่วมประชุมหารือและตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียนกลิ่นไม่พึงประสงค์ดังกล่าวเบื้องต้น พบสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ วัดค่าได้ 0.5 ppm ที่ตำบลแม่สาย ใน 3 หมู่บ้าน และรอผลการตรวจอย่างละเอียดจากศูนย์ควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ที่จะมาตรวจวัดในวันที่ 16-17 พ.ย. 65 อีกครั้ง ด้าน ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ นำเครื่องตรวจวัดกลิ่นในบรรยากาศภาคสนาม มาตรวจวัดค่าที่วัดได้ 30 Dilution-to-Threshold โดยที่คนปกติทั่วไปจะสามารถรับกลิ่นได้ที่ 4 Dilution-to-Threshold การแปรผลเมื่อเทียบเคียงกับคำแนะนำคณะกรรมการสาธารณสุขฯ ค่าที่ตรวจวัดได้ ถือว่าเป็นกลิ่นรบกวนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือส่งผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่โดยปกติต่อสุขของประชาชน สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีรายงานจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาย ช่วงระหว่างวันที่ 14-15 พ.ย. 65 มีประชาชนเข้ามารับบริการด้วยอาการ เวียนศรีษะ แสบจมูก จำนวน 58 ราย ส่วนโรงพยาบาลแม่สาย ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาแต่อย่างใด ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เตรียมแผนรองรับพร้อมให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สาย และโรงพยาบาลแม่สาย เปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ผู้ได้รับผลกระทบด้านสารเคมี การดูแลรักษาผู้ป่วย การเตรียมโรงพยาบาลสนาม และเตรียมแผนอพยพประชาชนหากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์แนะนำให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันและดูแลสุขภาพ เฝ้าระวังและรายงานผู้ป่วยให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกวัน พร้อมสนับสนุนหน้ากาก N95 จำนวน 5,000 ชิ้น ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อีกด้วยได้โพสต์ข้อความพร้อมติดแฮชแท็กถึงเพจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมทั้ง อินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียไทย และสื่อมวลชนหลายคน โดยระบุข้อความว่า “หมูป่าติดถ้ำ คนทั้งโลกแห่มาช่วยกัน ตอนนี้คนแม่สายถูกรมควันพิษทั้งอำเภอ ช่วยคนแม่สายด้วยค่ะ ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เป็นควันแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ มันอันตรายมากกกก โหดเกิ๊น โดนรมควันพิษทุกคืน เดือนกว่าแล้ว ผลกระทบต่อสุขภาพในวงกว้าง”
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
workpointTODAY | What Works TODAY‘ชัชชาติ’ รับกังวล 3 กลุ่มชุมนุม ช่วงเอเปค ยืนยันเปิดพื้นที่ลานคนเมืองให้ ตามข้อตกลงจะไม่เคลื่อนที่ APEC2022THAILAND เอเปค2022 workpointTODAY
Read more »
workpointTODAY | What Works TODAYครม.ผ่านงบกว่า 81,266 ล้านบาท ประกันรายได้ข้าวปีที่ 4 / ช่วยค่าเพาะปลูกให้ชาวนากว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ไร่ละ 1 พันบาท ประกันรายได้ชาวนา workpointTODAY
Read more »
workpointTODAY | What Works TODAYครม. แต่งตั้งผู้ว่าฯ-ผู้บริหารระดับสูงมหาดไทย 37 ตำแหน่ง ‘พาตีเมาะ สะดียามู’ ขึ้นเป็น ‘ผู้ว่าฯ ปัตตานี’ workpointTODAY
Read more »
workpointTODAY | What Works TODAY‘ประวิตร’ ลั่นต้องไม่มีใครมาขัดขวางการประชุม เอเปค2565 ย้ำ ผบ.ตร.เพิ่มความเข้มข้นการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร พร้อมขอบคุณทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศ อ่านเพิ่มเติม : workpointTODAY
Read more »
workpointTODAY | What Works TODAY‘พล.อ.ประวิตร’ ขอฝ่ายความมั่นคง เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง เร่งสืบสวนจับกุมผู้ก่อเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน จ.ปัตตานี หวั่นกระทบภาพลักษณ์ไทยจัดประชุมเอเปค workpointTODAY
Read more »
workpointTODAY | What Works TODAYค่าไฟปีหน้าขึ้นแน่ สูงสุด 6.03 บาทต่อหน่วย ด้าน ‘ไทยสร้างไทย’ แฉประชาชนต้องจ่ายค่าไฟที่ไม่ได้ใช้รวม 2 หมื่นล้านต่อปี ค่าไฟ workpointTODAY
Read more »
